
'แทงกั๊ก-รักทุกคน'ยังใช้ได้อีกไหม
'แทงกั๊ก-รักทุกคน' ยุทธศาสตร์นี้ยังใช้ได้อีกไหม : ขยายปมร้อน โดยโต๊ะการเมือง
ภายหลังเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยใช้การสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ยืนยันคำประกาศเตือนภัยพลเมืองอเมริกันว่าให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทย และหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงในไทย ทั้งที่ไทยได้จับกุมผู้ต้องสงสัย และนำไปค้นรังที่มีสารตั้งต้นทำระเบิดได้แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดมะกันถึงได้ยังคงระมัดระวังเช่นนั้น
รายงานที่ไหลเข้าสู่หน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่า นั่นอาจมาจากการตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐที่เลือกพม่าที่กำลังเร่งสร้างท่าเรือที่ทวาย ที่จะทำให้เส้นทางเศรษฐกิจ-การค้าโลกเปลี่ยนไป และเส้นทางนั้นจำเป็นต้องผ่านประเทศไทย ทะลุไปยังทะเลจีนใต้ และแปซิฟิก
สายสัมพันธ์ที่ขาดวิ่นมาร่วม 50 ปีระหว่างสหรัฐกับพม่าจึงได้ถูกถักทอขึ้นอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าในเร็ววันนี้จะมีเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเนปิดอว์อย่างแน่นอน
สหรัฐนั้นจำเป็นต้องใช้ความรวดเร็วเพื่อแข่งกับจีน มิตรแท้เก่าแก่ของพม่าเพื่อผูกติดทั้งความมั่นคงและการค้า รวมไปถึงความร่วมมือในด้านต่างๆ
เหตุผลที่ว่านั้นน่าจะเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจประกาศเตือนภัย เพราะข้อมูลผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาเคลื่อนไหวในไทยไม่ใช่เรื่องที่ซีไอเอของสหรัฐจะไม่รู้ เผลอๆ จะรู้มากกว่าเจ้าหน้าที่ของไทยเสียด้วยซ้ำไป
ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุด้วยว่า เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายนั้นทางการไทยได้รับการติดต่อประสานงานจากอิสราเอลมาร่วม 2 เดือนแล้ว มาเป็นระยะๆ เพราะข่าวกรองของอิสราเอลนั้นระบุว่า ฮิซบอลเลาะห์ เตรียมจะแก้แค้นอิสราเอล เพราะปักใจเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านถูกฆ่าตายโดยฝีมืออิสราเอล
ข้อเรียกร้องของอิสราเอลนั้นแรงถึงขั้นจะให้ไทยลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการเลยทีเดียว
ทว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงไทยได้หารือกันแล้วไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องของอิสราเอลได้ เนื่องจากประเทศไทยยังติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนความรู้ ศาสนา กับตะวันออกกลาง ทั้งที่ผ่านโอไอซี และที่ติดต่อโดยตรง
ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสร้างความชิงชังด้วยการประกาศตัวยืนเคียงข้างมะกันทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพที่จะป้องกันตนเองได้ขนาดนั้น
ไทยจึงได้ปฏิเสธไป !
การปฏิเสธของไทยส่งผลให้มวลมิตรของอิสราเอลไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่อย่างสหรัฐ รวมทั้งหลายชาติในยุโรป เริ่มหันมามองไทย และแสดงท่าทีให้ไทยลงนามในบันทึกข้อตกลงกับอิสราเอล
ความซวยของไทยเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม ดันไปจับตัวชายชาวตะวันออกกลางตามที่เป็นข่าวได้ วันถัดมาสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยจึงได้ประกาศเตือนภัยพลเมืองมะกันทันที
ซวยเสียยิ่งกว่านั้นก็คือ ความอ่อนแอของรัฐบาลนี้ที่ไม่สามารถสร้างเอกภาพของหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ จึงปล่อยให้การชี้แจงในค่ำวันศุกร์ออกไปในลักษณะตลกโปกฮา แต่ว่าชาติพันธมิตรมะกันไม่ฮาด้วย วันถัดมาจึงทำให้มีคำเตือนพลเมืองของประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก
หนักยิ่งไปกว่านั้นก็คือ วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม ที่ สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ อุตส่าห์ยกเครดิตให้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาอ้างว่า เป็นคนสั่งให้ หนึ่งรองนายกฯ หนึ่ง รมว.กลาโหม และหนึ่งรมว.ต่างประเทศมาแถลงยืนยันว่าสถานการณ์ได้คลี่คลายไปนั้น กลายเป็นว่าสถานการณ์ดูจะเลวร้ายมากขึ้นไปอีก เพราะดันไปยอมรับว่า ติดต่อประสานงานกับ "มอสสาท" หน่วยข่าวกรองอันเลื่องชื่อของอิสราเอลอย่างใกล้ชิด
นั่นใช่เป็นการประกาศว่าที่ไปจับเพราะอิสราเอลชี้ให้จับหรือไม่ และใช่เป็นการตั้งอกตั้งใจที่จะบอกกับมะกันว่า เฮ้ย! เราอยู่ข้างคุณ แล้วบอกกับศัตรูของมะกันว่า เราไม่ขอคุยกับคุณ (อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง) ใช่หรือไม่
ความที่คิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรก็ได้ให้อเมริกาโอนอ่อนผ่อนตาม และลดระดับความรุนแรงในการเตือนภัยซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรง ก็เลยพูดไปเพื่อเอาอกเอาใจสหรัฐที่มีเจตนาที่จะเข้ามาสร้างอิทธิพลเหนืออาเซียนและใช้ประโยชน์จากท่าเรือทวายเชื่อมไปยังแปซิฟิกอยู่แล้ว
อ่อนแอและไม่เท่าทันอย่างนี้มีหรือที่สหรัฐจะปล่อย เพราะในมืออีกข้างมีข้ออ้างจากข่าวกรองอยู่แล้วว่า ความไม่ปลอดภัยน่าจะคงอยู่เรื่อยไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์
เพราะข่าวกรองของยิวระบุว่า ห้วงเวลาที่ว่านั้นจะต้องเกิดเหตุที่ไหนสักแห่ง !
จะว่าไปแล้วสหรัฐก็มีเหตุมีผลที่จะประกาศเตือนภัยเช่นนั้น เพราะสารตั้งต้นระเบิดที่เจ้าหน้าที่ไทยเข้าไปจับกุมได้นั้นมีจำนวนมากประกอบเป็นระเบิดแล้วอำนาจการทำลายล้างรุนแรงมหาศาล ถึงแม้จะรับรู้ว่า ประเทศไทยนั้นเป็นสวรรค์ของนักก่อการร้ายมาแต่แรกแล้วก็ตาม
เพราะเมื่อสหรัฐตัดสินใจที่จะเข้ามาสร้างอิทธิพลในอาเซียน และเชื่อมเศรษฐกิจการค้าจากมหาสมุทรอินเดียผ่านท่าเรือทวายผ่านไทยออกไปทะเลจีนใต้-แปซิฟิก แล้วก็คงจะยอมให้ผู้ก่อการร้ายที่เป็นศัตรูตัวเอ้ มาเริงร่าในประเทศที่จะเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในอนาคตได้อย่างไร
ปัญหาก็คือ ประเทศไทยจะวางตัวอย่างไรนับจากนี้ ?
จากเมื่อก่อนที่เคยหลับตาข้างหนึ่งแล้วอยู่ได้อย่างสบายๆ ต่างฝ่ายต่างพูดคุยกันได้ แต่นับจากนี้ที่เคยยืนถ่างขาเหยียบเรือสองแคมยังเป็นยุทธศาสตร์ต่อไปได้อีกหรือไม่ ในเมื่อไทยเองก็ลงทุนลงแรงไปที่ท่าเรือทวายไปไม่น้อยเช่นกัน
...........
(หมายเหตุ : 'แทงกั๊ก-รักทุกคน' ยุทธศาสตร์นี้ยังใช้ได้อีกไหม : ขยายปมร้อน โดยโต๊ะการเมือง)



