คอลัมนิสต์

ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

19 ม.ค. 2555

ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 19 ม.ค.2555

             คำเตือนเกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้ายจะเข้ามาลอบวางระเบิดในประเทศไทย โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯ ของสถานทูตสหรัฐอเมริกา สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง นอกจากด้านเศรษฐกิจ สังคมแล้ว ภาคธุรกิจท่องเที่ยว เสียหายไปเต็มๆ ในขณะที่ท่าทีของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ หลังจากอย่างน้อยอีก 11 ประเทศ นำไปขยายออกคำเตือนพลเมืองของตนเองให้เฝ้าระวังการเดินทางเข้าประเทศไทยในระยะนี้ เหตุเพราะมีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กำลังวางแผนถล่มระเบิดล้างแค้นอิสราเอล
 
               ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ใช่ประเทศคู่กรณีของกลุ่มก่อการร้ายจากทั่วโลก แม้นโยบายต่างประเทศหรือแม้แต่หน่วยงานความมั่นคง จะไม่ยินยอมให้กลุ่มความขัดแย้งเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ล้างแค้น หรือวางแผนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติเราก็ใช้มาตรการไม่สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยการใช้กฎหมายที่มีอยู่โดยเฉพาะเรื่องการตรวจคนเข้าเมือง มีการผลักดัน เฝ้าระวังจับตาอย่างต่อเนื่อง ผลักปัญหาออกจากประเทศ ตัวอย่างในปี 2537 ที่มีการจับกุมหนุ่มอิหร่านที่พยายามเข้ามาลอบวางระเบิดสถานทูตอิสราเอล ในประเทศไทย ตอนนั้นศาลตัดสินประหารชีวิต แต่หลังจากมีการเจรจาลับ เราก็ผลักดันส่งตัวกลับประเทศ
 
               อย่าลืมว่าประเทศไทยมีความอ่อนไหวต่อเรื่องดังกล่าว หลายรัฐบาลที่ออกมาเต้นกับเรื่องลักษณะนี้แล้วทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง ชัดเจนที่สุดก็กรณี "ฮัมบาลี" ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วส่งตัวให้สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเจไออย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยทุ่มกำลัง เสียงบประมาณจำนวนมากเพื่อรับมือ เมื่อมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ก็เกิดเป็นข่าวขึ้นมาอีก หน่วยงานด้านความมั่นคงก็ออกมารับลูก แถมมีรัฐมนตรีบางคนเอาไปขยายเป็นเรื่องความแค้นข้ามโลกเข้ามาเสริมอีก ประเทศไทยจึงตกหลุมความขัดแย้ง ในขณะที่เศรษฐกิจ ราคาข้าวของ น้ำมัน กำลังทะยานลิ่ว
 
               เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำคือ การลดระดับปัญหาก่อการร้ายให้เร็วที่สุด และต้องไม่นำเรื่องดังกล่าวไปขยายความหรือการให้สัมภาษณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ในแง่ความมั่นคงหรือเรื่องทางการข่าวนานาประเทศที่มีหน่วยงานติดตามเรื่องนี้รู้ดีว่าประเทศไทยวางบทบาทตัวเองอย่างไร ที่ผ่านมา เพียงแต่สาธารณชนไม่ได้รับรู้ จึงไม่ตื่นตระหนก ธุรกิจการท่องเที่ยวก็ได้รับอานิสงส์จากนโยบายที่ไม่ได้เขียนอย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นสำคัญคือ หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องกรองข่าว รัฐบาลต้องวางกรอบให้ชัดเจนเรื่องที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ อย่าเอาประเทศไปผูกกับความขัดแย้งหรือหลงเกมของคู่พิพาทเด็ดขาด