คอลัมนิสต์

รายงานคอป.ต่อการทำผิดและการเยียวยาของรัฐ

รายงานคอป.ต่อการทำผิดและการเยียวยาของรัฐ

19 ม.ค. 2555

รายงาน คอป.ต่อการทำผิดและการเยียวยาของรัฐ : กระดานความคิด โดย สุภางค์ จันทวานิช คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

               หลังจากความเห็นของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้เสนอรายงานความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับสภาพความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรงและการกระทำความผิดกฎหมายอาญาของผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งฝ่ายต่างๆ แต่ความรุนแรงและการกระทำความผิดแตกต่างจากผู้กระทำความผิดอาญาทั่วไปที่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรโดยกมลสันดาน เนื่องจากผู้กระทำความผิดที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง
 
               ทางรายงานของ คอป. มีความเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในคดีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ล้วนเป็นความเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลควรทบทวนการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินสมควร
 
               ขณะที่ "สุภางค์  จันทวานิช" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า ผู้กระทำผิดย่อมมีความเห็นแย้ง เพราะไม่ต้องการรับโทษ แม้จะเป็นความผิดที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองก็ไม่แตกต่างจากเหตุจูงใจแบบอื่น เช่น ทำลายหรือบุกรุกอาคารสถานที่ ย่อมไม่ยุติธรรมต่อเจ้าของอาคารสถานที่ที่ถูกบุกรุกหรือทำลาย การเหมารวมว่าการดำเนินคดีอาญาต่างๆ ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองถือเป็นการด่วนสรุป คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้น ระหว่างปี 2552-2553 ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวกับกลุ่มผู้กระทำการรุนแรงเท่านั้น แต่กระทำผิดขณะกล่าวปราศรัยบนเวทีการเมืองนอกรัฐสภาจงใจท้าทายกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การนำคดีเหล่านี้มารวมกับความขัดแย้งทางการเมือง จึงให้การกระทำผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดูรุนแรงน้อยลงและนำไปสู่การลดความผิดได้
 
               "สุภางค์" ยังเห็นว่า การที่รัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบการแจ้งข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีเป็นการเข้าแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของฝ่ายนิติบัญญัติ เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยที่เป็นสมาชิกของนปช. และเป็นส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำให้รัฐบาลไม่มีความชอบธรรม เพราะคนเหล่านี้เป็นคนที่เคลื่อนไหวภายใต้การสนับสนุน การทบทวนการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินสมควร แสดงจุดยืนที่ชัดเจนของคอป.และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยว่ามิได้มีเจตนาอย่างมุ่งมั่นที่จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ เพราะการละเมิดสถาบันกษัตริย์ที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างโจ่งแจ้ง การทบทวนข้อหารุนแรงเกินไปจึงเป็นการมุ่งช่วยเหลือผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน และจะกลายเป็นความอยุติธรรมต่อครอบครัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่
 
               จึงต้องจำแนกผู้ตายอย่างน้อยสามกลุ่ม กลุ่มแรก ได้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มที่สอง คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่โดนลูกหลง และ กลุ่มที่สาม ได้แก่กลุ่มผู้กระทำความรุนแรงและความไม่สงบที่เสียชีวิตจากมาตรการขอพื้นที่คืนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ดำเนินการโดยฝ่ายทหาร โดยคนกลุ่มที่สามนี้ได้ละเมิดกฎหมายอย่างรุนแรง แต่เป็นกลุ่มที่คอป.และรัฐบาลพิจารณาว่าไม่ควรลงโทษหรือลงโทษแต่น้อย เนื่องจากเป็นความขัดแย้งทางการเมือง และยังควรชดเชยหรือเยียวยาครอบครัวของผู้ตาย ประเด็นนี้ย่อมมีเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างแน่นอน
 
               สำหรับคนกลุ่มที่สามที่ไม่ได้เสียชีวิต การไม่ลงโทษหรือลงโทษแต่น้อยย่อมเข้าลักษณะ “ปล่อยคนผิดลอยนวล” ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้เสียหายจากการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ
 
               มาตรการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่อสร้างความปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำ ถือเป็นการกลบเกลื่อนความผิดของผู้กระทำความรุนแรง เมื่อตีความว่าผู้กระทำผิดได้รับผลกระทบเท่าๆ กับผู้เสียหายที่ไม่ได้กระทำผิด กลายเป็นว่าทุกคนมีสิทธิจะได้รับเงินชดเชยคนละ 7 ล้านบาทจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สะท้อนให้เห็นทั้งความฉ้อฉล ไร้คุณธรรม และไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริสุทธิ์ได้ ความปรองดองที่แท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลปกครองแบบไม่มีขื่อไม่มีแป
 
               ภาคประชาสังคมจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นแสดงเจตนารมณ์ว่าทุกคนต่างก็เป็นเจ้าของประเทศไทย ผู้ที่ได้ทำร้ายประเทศจนบอบช้ำต้องได้รับการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกแทรกแซงและต้องไม่ได้รับการปูนบำเหน็จ มิเช่นนั้น มาตรฐานทางศีลธรรมของสังคมไทยที่ประชาชนกับเยาวชนยึดถือร่วมกันจะคลอนแคลนจนเสื่อมสลายในที่สุด