คอลัมนิสต์

ยกเครื่องกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ยกเครื่องกรมทรัพย์สินทางปัญญา

16 ม.ค. 2555

ยกเครื่องกรมทรัพย์สินทางปัญญา : กระดานความคิด โดย การะเกด

              เสียงเคาะกะลาของการปรับ ครม.กำลังมาแรง รัฐมนตรีหลายคนเริ่มขยับตัว หนึ่งในนั้นคือ "นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์" รมช.พาณิชย์ หรือลูกยอดของ เสธ.หนั่น ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง “เพราะยังไม่มีความโดดเด่น ไม่เห็นไอเดียที่แตกต่าง นอกเหนือจากงานที่ทำตามปกติตามที่หน่วยงานนั้นๆ นำเสนอ”
   
               กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหนึ่งใน 3 กรมภายใต้การดูแล หากเป็นไปตามที่กรมเสนอ เราก็คงได้เห็น รมช.ศิริวัฒน์ เดินหน้าผลักดันให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นองค์กรมหาชน แต่นั่นจะนับเป็นความโดดเด่นได้หรือไม่ ถ้าเทียบกับการเดินหน้าปฏิรูปกรมทรัพย์สินทางปัญญา
   
               ที่ผ่านมา ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่หนาหูต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด คงเป็นเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจมากเสียยิ่งกว่า การใส่ใจผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา และความสนิทชิดเชื้อระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกรมหลายคนกับบริษัทตัวแทนของสิทธิบัตรต่างๆ
   
               มีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาบางคดีที่สะท้อนว่า ข้าราชการระดับสูงในกรมทรัพย์สินทางปัญญาฐานให้สิทธิบัตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเอาผิด หรือแม้แต่ตั้งคณะกรรมการสอบสวน
   
               ในคำพิพากษาคดีดำหมายเลขที่ ทป.155/2550 ระหว่างบริษัท ทัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องให้เพิกถอนสิทธิบัตรการสร้างลักษณะรอยแผลบนไม้กฤษณาเพื่อกระตุ้นการสร้างยางไม้ของบริษัท อะการ์วู๊ด สยาม จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 กรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 2 และอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาในคดีนี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว เพราะไม่อาจฟังว่ามีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น จึงไม่สมควรได้รับสิทธิบัตร
   
               ตามในคำพิพาษาได้ชี้ให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของข้าราชการระดับสูงหลายคนในกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าเป็นมาอย่างไร
   
               “ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เพราะความเห็นของ น.ส.ดุษณีย์ (วนิชพิมลอนันต์ หัวหน้ากลุ่มเคมี ซึ่งเป็นผู้ตรวจสิทธิบัตรมาแต่แรก) ดังกล่าว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร ทั้งนี้ น.ส.ดุษณีย์เบิกความว่า ได้เสนอความเห็นต่อนายเสกสรร บุญสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรว่า คำขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวไม่ชอบด้วยมาตรา 30 เนื่องจากไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นตามมาตรา 5 เห็นควรยกคำร้อง แต่นายเสกสรร ไม่ยอมลงลายมือชื่อ และเมื่อถูกเร่งรัดจากรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นายบรรยง ลิ้มประยูรวงศ์ ในขณะนั้น) จึงเห็นว่างานของตนเองจบแล้ว จึงทำบันทึกขอคืนเรื่อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า น.ส.ดุษณีย์ไม่ได้เต็มใจส่งคืนเรื่องแต่อย่างใด”
   
               ต่อมาเรื่องดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปให้ นายวีระศักดิ์ ไม้วัฒนา หัวหน้ากลุ่มวิศวกรรมในขณะนั้น เป็นผู้ตรวจสอบคนใหม่ โดยนายวีระศักดิ์มีความเห็นตรงข้ามกับผู้ตรวจสอบคนแรกโดยสิ้นเชิง และยังอนุญาตให้บริษัทผู้ยื่นขอแก้ไขในสาระสำคัญของคำขอรับสิทธิบัตรหลังวันประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2535 มาตรา 20 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 อนุมัติให้สิทธิบัตรไป จนถูกศาลเพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวในที่สุด
   
               คำพิพากษาดังกล่าวออกมานานกว่า 1 ปีครึ่ง จนบัดนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการที่เกี่ยวข้องมีความผิดฐานประพฤติมิชอบเอื้อประโยชน์หรือไม่ ซึ่งล่าสุดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนี้ บางคนมีโอกาสที่จะเติบโตได้ดิบได้ดี บางคนถึงกับมีข่าวว่า จะได้นั่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ต่อจากนายยรรยง พวงราช ที่จะย้ายไปเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ทันทีที่ปรับ ครม.
   
               ประเด็นฮอตสุดท้าย คงอยู่ที่การตั้งคณะกรรมการสิทธิบัตรที่หมดอายุตั้งแต่กลางปีที่แล้วซึ่งภาคประชาสังคมได้เคยยื่นหนังสือและเข้าหารือเพื่อขอมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อร่วมสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องให้ได้ผู้มีความสามารถ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านเภสัชกรรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2546
   
               โจทย์ใหญ่ๆ เหล่านี้ หากรัฐมนตรีลูกยอดตัดสินใจเดินในแนวทางปฏิรูปกรมทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อว่าจะมีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและสังคมยิ่งเสียกว่าการทำให้ประเทศไทยมีองค์การมหาชนมากินภาษีอากรของประชาชนอีกองค์การหนึ่งเท่านั้น