
102ปีทัพภาคที่1ป้องอธิปไตยขวัญใจปชช.
102ปีกองทัพภาคที่1 ป้องอธิปไตยสู่ขวัญใจประชาชน : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวตวามมั่นคง
กองทัพภาคที่ 1 ยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นที่จะสนองตอบเจตนารมณ์ในการปรับเปลี่ยนบทบาทให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต ที่จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อพิทักษ์ปกป้องและธำรงไว้ สถาบันหลัก และผลประโยชน์ของชาติให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงยั่งยืนตลอดไป
ในโอกาสที่ครบรอบ 102 ปีในปีนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่การเป็นกองทัพที่มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพ เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน
ปัจจุบันมี พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบพื้นที่เขตภาคกลางรวม 26 จังหวัด ซึ่งบางส่วนเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 7 จังหวัด คิดเป็นระยะทาง 1,270 กิโลเมตร จึงต้องปฏิบัติภารกิจตอบสนองแนวทางนโยบาย และข้อสั่งการของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด ทั้งในการเตรียมกำลังการป้องกันราชอาณาจักรและการดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังหน่วยทหาร รวมไปถึงการถวายความจงรักภักดีและถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
พล.ท.อุดมเดช เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 1 เป็นกองทัพแรกของกองทัพบก โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2453 ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 1 เป็นหน่วยขึ้นตรงซึ่งถือเป็นหน่วยรองหลักของกองทัพบก มีภารกิจหลักในการป้องกันประเทศในการเตรียมกำลังพล ความพร้อมรบ ยุทโธปกรณ์รวมทั้งการฝึกกำลังพลให้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจตลอดจนเสริมสร้างขวัญและกำลังใจของกำลังพลในกองทัพภาคที่ 1 และประการสำคัญคือการปกป้อง เทิดทูน ถวายพระเกียรติ และรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์
สำหรับหน้าที่หลักของกองทัพภาคที่ 1 ต้องรับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดน 2 พื้นที่หลัก ทั้งทางด้านตะวันออกที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา ได้แก่ กองกำลังบูรพา และพื้นที่ด้านตะวันตกที่มีพื้นที่ติดกับประเทศพม่า ได้แก่ กองกำลังสุรสีห์ ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและเดินหน้าไปมากแล้ว
ประการหนึ่งเกิดจากการพัฒนาความสัมพันธ์ และการประสานงานของหน่วยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด การปฏิบัติงานที่เข้มแข็งในเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งการปรับสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ปัจจุบัน ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การทำผิดกฎหมายในทุกรูปแบบและปัญหายาเสพติดที่เป็นปัญหาที่ทั้งสองประเทศเผชิญอยู่และร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนงานด้านการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กองทัพภาคที่ 1 เป็นกลไกด้านความมั่นคงของรัฐ สนับสนุนรัฐบาลในการขจัดปัญหาและเงื่อนไขในอันที่จะกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน อันได้แก่ ปัญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และที่สำคัญคือการปกป้องและเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นหน้าที่ที่กองทัพซึ่งเป็นกลไกของรัฐเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่มากกว่าก่อน
ในส่วนด้านอื่นๆ ที่สำคัญคือ การเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในทุกมิติ เช่น การประสบภัยพิบัติในด้านต่างๆ กองทัพภาคที่ 1 มีบทเรียนที่ได้มีการแสวงหาแนวทางแก้ไขและวางแผนล่วงหน้าโดยไม่ประมาท ยามที่ประเทศชาติและประชาชนเดือดร้อนจากภัยพิบัติ ทหารก็ได้แสดงออกถึงความพร้อมและได้เข้าเผชิญหน้ากับปัญหาได้เร็วที่สุดในโอกาสแรกอย่างเป็นระบบ โดยกองทัพภาคที่ 1 จะปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับปณิธานที่ว่า กองทัพจะต้องมีความทันสมัย เป็นที่เชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน
“ในด้านความคาดหวังและแนวทางของกองทัพภาคที่ 1 ในอนาคตเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นกองทัพของประชาชนอย่างแท้จริง ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก โดยที่กำลังพลในกองทัพภาคที่ 1 นั้น ให้ถือว่าเราเป็นประชาชนคนหนึ่ง เป็นลูกหลาน เป็นญาติพี่น้องของประชาชนคนไทยทุกคน กองทัพพร้อมที่จะดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังขีดความสามารถ นอกเหนือจากหน้าที่ในการป้องกันอธิปไตยของชาติและการรักษาความมั่นคงของประเทศ”
พล.ท.อุดมเดช บอกว่า ท้ายที่สุดตนมีความปรารถนาที่จะให้ประชาชนคนไทยทุกคนในปี 2555 นี้ หันมาฟื้นฟูอุดมการณ์ความรักชาติร่วมกัน ดั่งพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมาว่า ความมั่นคงของประเทศชาติจะเกิดมีขึ้นได้ ก็ด้วยประชาชนในชาติอยู่ดี มีสุขไม่มีทุกข์ยากเข็ญ ดังนั้น การสิ่งใดที่เป็นความทุกข์เดือดร้อนของประชาชน ทุกคนทุกฝ่ายจึงต้องถือเป็นหน้าที่จะต้องร่วมมือกันปฏิบัติแก้ไขให้เต็มกำลัง ข้อสำคัญจะต้องไม่ขัดแย้งแตกแยกกัน อาจจะต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้งานที่ทำบรรลุผลที่มีประโยชน์ เพื่อความผาสุกของประชาชนและความมั่นคง ปลอดภัยของประเทศชาติ
"ถ้าคนไทยทุกคนร่วมกันปฏิบัติตนตามพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ผมเชื่อว่าประเทศชาติของเราจะเจริญก้าวหน้า ประชาชนคนไทยจะดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข" แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว
.........
(หมายเหตุ : 102ปีกองทัพภาคที่1 ป้องอธิปไตยสู่ขวัญใจประชาชน : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวตวามมั่นคง)



