คอลัมนิสต์

โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้เป็นภาระธปท.หรือภาคต่อวิกฤติต้มยำกุ้ง

โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้เป็นภาระธปท.หรือภาคต่อวิกฤติต้มยำกุ้ง

12 ม.ค. 2555

โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้เป็นภาระ ธปท.หรือภาคต่อวิกฤติต้มยำกุ้ง : กระดานความคิด โดย มนตรี_ศรไพศาล http://www.oknation.net/blog/richwithlove

             วิกฤติต้มยำกุ้งในยุคนั้น ผมเป็นหนึ่งในชาวสีลมที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลบิ๊กจิ๋ว จำได้ว่าช่วงนั้น นายกรัฐมนตรีก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน ปิดสถาบันการเงิน 10 แห่งแล้วกลายเป็น 16 แห่ง และเพิ่มอีก 42 แห่งตามลำดับ โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ครบถ้วน เกือบจะทำให้สถาบันการเงินและธนาคารทรุดกันไปทั้งระบบแล้ว
 
            แล้วรัฐบาลในยุคนั้น ก็ตัดสินใจเข้าไปรับหนี้สถาบันการเงินที่มีปัญหามาเป็นภาระหนี้ของภาครัฐเป็นแสนๆ ล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน จนกองทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือสุทธิเพียง 7 พันล้านดอลลาร์ แล้วนายกฯ บิ๊กจิ๋ว กับรองนายกฯ ทักษิณ ก็ลาออกพร้อมๆ กัน มาวันนี้ จู่ๆ รัฐบาลก็มีความคิดนวัตกรรมใหม่ ให้ปลดหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จากหนี้ภาครัฐ แต่โอนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับแทน มีหลายเรื่องที่ผมขอแสดงความเห็น
 
            1.ทุนสำรองฯ ไม่ใช่เอาไว้ใช้ตามใจใคร : การที่นักวิชาการอาวุโสฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลต่อสาธารณชนว่า ในรายการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ว่า “เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเข้มแข็งด้านการเงิน เป็นอันดับ 17 ของโลก ถึง 1 แสน 8 หมื่น 3 พันล้านบาท” เป็นเรื่องอันตรายยิ่ง ที่จะนำไปสู่วิกฤตได้ เพราะอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดว่า เงินสำรองระหว่างประเทศนั้นย่อมเอาใช้จัดการภาระหนี้นี้ได้ ทั้งๆ ที่เงินเหล่านี้ จริงๆ แล้วต้องเตรียมไว้ให้รองรับความต้องการซื้อสกุลเงินต่างประเทศด้วยเงินบาท ผู้นำเข้า ผู้ปล่อยสินเชื่อ นักลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ด้วยสกุลเงินต่างประเทศ พวกเขามีสิทธิ์ที่จะได้สกุลเงินต่างประเทศที่สำรองไว้ไป ทุกวันนี้ ยอดทุนสำรองฯ สูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลกก็น่าภูมิใจ แต่ยอดสินทรัพย์ในมือสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศก็เป็นยอดสูงมากๆ หากใช้ไปจนเมื่อเขาต้องการเอาเงินบาทมาแลกสกุลเงินต่างประเทศ แล้วเราไม่มีให้เขา ก็เกิดวิกฤติความน่าเชื่อถืออีกได้
 
            2. ถ้าจะให้ไว้ใจนักการเมือง เข้าแทรกแซง ธปท.ตามใจ หรือจะรอให้ประเทศอาจพบวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ ? : ยังมีคำพูดที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับธนาคารแห่งประเทศไทยอีกว่า “ถ้าปิดประตู ถ้าไม่ให้ รมว.คลัง ทำอะไรได้ แบงก์ชาติ (ธปท.) ก็เป็นรัฐอิสระ และชอบพูดให้สังคมไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขัดหลักประชาธิปไตย เพราะรัฐมนตรี นักการเมือง มาจากประชาชน แบงก์ชาติไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาพูดให้ไม่ไว้วางใจนักการเมือง” (เพราะในการออกทีวีกับประชาชนด้วยคำพูดโจมตีที่ล่อแหลมเช่นนี้ ก็ควรให้มีโอกาสใช้สิทธิพาดพิงได้ด้วยจึงจะเป็นธรรม)
 
            ผมยังจำได้ว่า การแทรกแซงสถาบันการเงินในยุคนั้น ในธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ สถาบันการเงินหลายแห่งที่คนในวงการก็รู้สึกไว้ใจไม่ได้ ก็มักจะมีเส้นสาย “นักการเมือง” เข้าแทรกแซงเกี่ยวข้อง
 
            การสั่งปิดสถาบันการเงิน จนเอกชนเองที่ยังไม่เป็นปัญหา ก็กลายเป็นปัญหา เพราะเงินกู้ก็เบิกไม่ได้ หลายโครงการไม่สามารถทำต่อได้จนจบ ก็เป็นฝีมือผู้นำ “นักการเมือง” ซึ่งก็ไม่ค่อยรู้ปัญหา และทางแก้อีกเช่นกัน
 
            การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลคือ ต้องให้ระบบสถาบันการเงิน กลับมาทำงานได้ เอื้อให้ธุรกิจเอกชนกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม รัฐบาลก็ต้องตัดสินใจ รับหนี้สถาบันการเงินเหล่านั้น ออกมาจากระบบ เพื่อให้ประชาชนที่ฝากเงินนั้น ยังมีโอกาสได้รับเงินคืน จะได้กลับไปใช้จ่ายกันต่อได้
 
            เรื่องนี้ไม่ควรที่จะพูดว่า เป็นเรื่องที่เกิดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และควรให้ ธปท. ต้องรับภาระเลย
 
            ย้อนไปสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งก็เช่นกัน ถ้าไม่ช่วย ประชาชนฝากเงินผู้บริสุทธิ์ก็อาจสะดุด อาจไม่มีกำลังซื้อ จึงต้องตัดสินใจช่วย และไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระ ธปท. เพราะ ธปท. ต้องมีฐานะการเงินที่แข็งแรง จึงมีกำลังที่จะช่วยดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนเกินไป แทรกแซงตลาดเงินตลาดทุนเพื่อให้มีสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม
 
            การช่วยกู้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ เป็นหน้าที่รัฐบาลอยู่แล้ว และเครื่องมือที่ใช้ก็คือภาษีของประชาชน
 
            การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงไม่มีเหตุผลอันควร และดูจะไม่มีเหตุผลอื่น นอกจาก “การซุกหนี้” คล้ายๆ “การซุกหนี้กองทุนน้ำมัน” เพียงหวังว่า จะกู้เพิ่มได้ และผลักภาระการรักษาวินัยทางการเงินไปให้รัฐบาลอื่นเท่านั้น !