
'ตามน้ำ'ของนักการเมืองอกหัก
กิจกรรม'ตามน้ำ'ของนักการเมืองอกหัก : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
แม้คนกรุงเทพฯ จะพากันโล่งอกหลังจากกลุ่มผู้คัดค้านการปรับราคาค่าก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่งของคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการรถบรรทุก และเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งอีกหลายองค์กรมาปิดล้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายจุด
ทำให้การจราจร "เมืองกรุง" บางจุดกลายเป็นอัมพาตไปหลายชั่วโมง
หลังการสลายการชุมนุมของ "กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุก และเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง" มองผิวเผินถือเป็นเรื่องดีไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
ขณะที่อีกด้านมีการตั้งข้อสังเกตว่าการชุมนุมเรียกร้องครั้งนี้มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ ยอมสลายการชุมนุมทั้งที่ "ข้อเท็จจริง" ที่เรียกร้องยังไม่ได้ข้อยุติตามที่ต้องการ ได้เพียงการตั้งคณะกรรมการร่วมเหมือนเป็นการ "ซื้อเวลา" และอารมณ์ของกลุ่มผู้คัดค้านให้ลดดีกรีลงเท่านั้น
ที่สำคัญกลุ่มผู้คัดค้านส่วนใหญ่เป็น "ฐานเสียง" ของรัฐบาล ฟังจากคำปราศรัยที่ตัดพ้อต่อว่าอย่างรุนแรง โดยบอกว่า "รู้สึกผิดหวังและเสียใจที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา ซึ่งการขึ้นราคาครั้งนี้ถือเป็นการเนรคุณคะแนนเสียงของพวกคุณเอง"
ต้องยอมรับว่าการปรับราคาค่าก๊าซเอ็นจีวีจากกิโลกรัมละ 8.50 บาท เป็น 14.50 บาท และก๊าซแอลพีจีจากกิโลกรัมละ 11.50 บาท เป็น 16.30 บาท ทำให้ทั้ง "รถแท็กซี่" และ "รถบรรทุก" ได้รับผลกระทบจริง
แต่การชุมนุมครั้งนี้ทำให้ "ผู้ใหญ่" เสียหน้า เพราะในทางลับได้มีการเจรจากันแล้วหลายรอบ แต่เมื่อใกล้ถึงวันบังคับใช้ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 16 มกราคม รัฐบาลกลับไม่มีทีท่าจะทบทวนการปรับราคาก๊าซทำให้กลุ่มที่ได้รับผลกระทบต้องออกมาเคลื่อนไหว
เนื่องจากการเจรจาทางลับไม่เป็นข่าวใหญ่ เพราะเป็นการคุยกันเฉพาะวงใน แต่การเคลื่อนไหวกลางกรุงโดยการนัดชุมนุมย่อมเป็นข่าวใหญ่และปลุกกระแสอย่างแน่นอน
ถือเป็นการกดดัน "รัฐบาล" ทางอ้อม โดยมี "นักการเมือง" ที่ผิดหวังกับเก้าอี้ทางการเมือง และผิดหวังกับการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงไปถึงผู้บังคับการ เป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุน
โดยเฉพาะ "เด็ก" ที่เคยช่วยคุมฐานเสียงและทำงานให้ ไม่ได้ตำแหน่งตามที่เคยรับปากไว้ การชุมนุมกลางกรุงครั้งนี้ถือเป็นการแสดงพลังให้รัฐบาลได้เห็นถึงศักยภาพ
และแกนนำผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันเกือบหมด เพราะเคยผ่านเวทีการชุมนุมที่ราชประสงค์กันมาแล้ว เรื่องนี้ "อารี ไกรนรา" เลขานุการ รมว.มหาดไทย น่าจะให้คำตอบได้เป็นอย่างดี
อย่างกรณีของ "นายยู เจียรยืนยงพงศ์" ประธานสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ที่ถูก "นายเทพพนม นามลี" ประธานชมรมเพื่อนทางหลวง และแกนนำนปช.สุรินทร์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ "นายยู" และพวกรวม 15 คน ข้อหานำรถบรรทุกขนส่ง และผู้ประกอบการรถร่วมขสมก. ปิดถนนวิภาวดีรังสิต คัดค้านรัฐบาลปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี ก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น
ก่อนไปแจ้งความครั้งนี้ คนเหล่านี้ก็เคยเจรจากันมาแล้ว โดยผู้ใหญ่ได้ขอร้องไว้อย่าออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ แต่ก็ไม่มีผล
จะเห็นว่าช่วงแรกเสียงของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรี จึงยืนยันเดินหน้าปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี และก๊าซเอ็นจีวี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ที่จะมีผลในวันที่ 16 มกราคม 2555
แต่เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมขู่ยกระดับการชุมนุมหากไม่ได้รับคำตอบตามข้อเรียกร้องทำให้ต้องมีการเปิดโต๊ะเจรจาใหม่ !
จบที่ "ตั้งคณะกรรมการร่วมกัน" เพื่อแก้ปัญหาการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี โดยกำหนดกรอบระยะเวลา 4 เดือน
เมื่อกลุ่มผู้คัดค้านส่วนใหญ่เป็นคนกันเองการเจรจาย่อมง่ายขึ้น!
แต่การเจรจาบนโต๊ะกับแนวทางปฏิบัติในภาคสนามเมื่อถึงเวลาจริงมักเป็นคนละเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจรจากับ "นักการเมือง" เกือบทุกเรื่องให้เตรียมใจถ้าคิดหวังผลร้อยเปอร์เซ็นต์คงยาก
รวมไปถึง "เก้าอี้ทางการเมือง" กับการเจรจาเรื่อง "ตำแหน่ง" ของเด็กในเครือข่ายด้วย
ซึ่งแกนนำผู้เข้าร่วมเจรจาต่างก็รู้ว่า สุดท้ายแล้วผลการเจรจาของเรื่องนี้จะจบลงในลักษณะใด เพราะทั้ง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" และ "กิตติรัตน์" ได้ยืนยันตั้งแต่ต้นแล้วว่าต้องเดินหน้าตามมติดังกล่าว
ข้อยุติของการเจรจาบนโต๊ะครั้งนี้จึงถือเป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" เท่านั้น
เมื่อใกล้วันที่ 16 มกราคม 2555 ผลการปรับขึ้นราคาก๊าซตามมติคณะรัฐมนตรี 4 ตุลาคม 2554 เชื่อว่าแรงกระเพื่อมจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
ดังนั้นการเดินทางไปแจ้งความของ "เทพพนม" เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 ที่กองปราบปราม จึงเป็นการ "ป้องปราม" กันไว้ล่วงหน้า
เพราะถ้ามีการออกมาเคลื่อนไหวจริงอีกครั้งโดยกลุ่มผู้คัดค้านกลุ่มเดิม ความผิดทางกฎหมายก็จะมีผลและรอการบังคับใช้ทันที เพราะได้มีการไปแจ้งความไว้กับกองปราบปรามเรียบร้อยแล้ว
แต่เชื่อว่าเมื่อมีคนเดือดร้อนจริง ท้ายที่สุดก็คงออกมาเคลื่อนไหว ประกอบกับใกล้ช่วงเวลาการปรับคณะรัฐมนตรี จึงมี "นักการเมือง" อาศัยช่วงเวลานี้ร่วมทำกิจกรรม "ตามน้ำ" หวังผลทางการเมืองไปด้วย
จากนี้ไปให้จับตา "ม็อบ" ปัญหาปากท้องจะเริ่มทยอยมาให้รัฐบาลแก้ปัญหา
สุดท้ายให้จับตาเส้นทางของ "อำนาจ" ได้มาแบบไหน การจากไปก็คงไม่ต่างกัน !
...............
(หมายเหตุ : กิจกรรม'ตามน้ำ'ของนักการเมืองอกหัก : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์)



