
ก้าวเข้าสู่โลกของตำรวจตอนความไม่ยุติธรรมบนถนน
ก้าวเข้าสู่โลกของตำรวจตอนความไม่ยุติธรรมบนถนน : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
นายพลตำรวจโต้ตอบกับดิฉันอย่างตั้งใจในวันหนึ่งที่ดิฉันจำใจเดินขึ้นไปยังกองบังคับการตำรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดิฉันไม่เคยแม้แต่คิดที่จะย่างกรายเข้าไปทำความรู้จักด้วย เนื่องจากมีความคิดและทัศนคติที่ไม่ดีต่อตำรวจเป็นทุนเดิม แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องได้ข้อมูลประกอบการทำวิจัยในส่วนของเนื้อหาที่จะอธิบายว่า ตำรวจจราจรให้ความหมายต่อการทำงานของพวกเขาอย่างไร และพวกเขาทำงานกันอย่างไรในการแก้ไขป้องกันอุบัติเหตุจราจรที่มีแนวโน้มไม่ทุเลาความรุนแรงลงเลย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วัยรุ่น “ใครๆ ก็วิ่งอยากมาเป็นจราจรกันทั้งนั้น” การบอกเล่าของผู้การฯ เป็นข้อมูลที่ทำให้ดิฉันประหลาดใจไม่น้อยเพราะสำหรับนักวิจัยที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของตำรวจ (ในห้วงเวลานั้น) ดิฉันมีความคิดเดิมว่าตำรวจจราจรเป็นกลุ่มคนที่น่าสงสารและไม่มีใครอยากทำงานจราจรเพราะทำงานหนักที่สุด ต้องสูดกลิ่นควันอยู่กลางถนน ยืนตากแดด คอยเป่าและโบกรถ เหนื่อยแสนเหนื่อย แถมซ้ำยังโดนผู้ใช้รถใช้ถนนใช้ถ้อยคำวาจาเสียดสีด่าทออยู่บ่อยๆ (หากไม่เชื่อลองเข้าไปค้นหาข้อมูลทางเว็บไซต์ต่างๆ) โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การจราจรติดขัด หรือปล่อยสัญญาณไฟไม่ได้เร็วดังใจที่ผู้ขับขี่ปรารถนา
ถ้อยคำที่มักได้ยินบ่อยๆ อย่างเช่น “ถ้าที่ไหนรถติดแสดงว่าที่นั่นมีตำรวจจราจรอยู่” หรือ “ช่วงนี้ใกล้สิ้นเดือนแล้ว ต้องหากินหน่อย ต้องจับเยอะหน่อยเดี๋ยวไม่มีเงินส่งนาย” หรือแม้กระทั่งคำเรียกขานที่มีคำว่า “ไอ้” นำหน้าคำว่าหัวปิงปองพร้อมกับการแสดงสีหน้าท่าทางดูแคลนยามเรียกขาน เป็นต้น เรื่องราวทำนองเช่นนี้ทำให้ดิฉันและคนนอกวงการตำรวจจำนวนไม่น้อยคิดว่า คงไม่มีตำรวจคนใดอยากอยู่สายงานจราจร งานจราจรน่าจะเข้าข่ายงานชั้นสองในวงการตำรวจ? แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่อย่างที่คนนอกเข้าใจ การมองและตีความหมายสร้างความเข้าใจให้ลึกซึ้งกว่าเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเป็นสิ่งที่นักวิจัยควรทำ
“เด็กนายทั้งนั้น” ไม่ใช่เฉพาะผู้การฯ เท่านั้นที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการมาอยู่สายงานจราจรโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองเศรษฐกิจนั้น ดิฉันได้พูดคุยกับตำรวจทุกระดับในจำนวนที่มากพอจนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ตกผลึกว่า ตำแหน่งสารวัตรจราจรนั้นเป็นตำแหน่งที่เหล่าบรรดาเด็กของนายส่วนใหญ่วิ่งขอมาลงในตำแหน่งนี้
"รายได้ไม่น้อยมีทั้งเงินที่เป็นส่วนแบ่ง ค่าปรับที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย แถมซ้ำไม่เสี่ยง ไม่ต้องโดนจับบ่อน ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียประวัติมัวหมองเหมือนอย่างสาย ป.(งานสายป้องกันปราบปราม) หรือสายสืบ (สืบสวน) พลาดขึ้นมาอาจชวดขึ้นรองผู้กำกับอีก การบ้านก็ไม่มีทำงานเสร็จไปวันๆ ไม่เหมือนงาน ป.หรืองานสืบถึงแม้จะมีรายได้ไม่ต่างกันแต่เสี่ยงกว่า หนักกว่ากันเยอะ”เหตุผลมากมายที่อธิบายที่มาของการวิ่งมาดำรงตำแหน่งจราจรทำให้ภาพลักษณ์ของสายงานจราจรที่ดูขี้เหร่ในมุมมองคนนอกวงการเปลี่ยนโฉมไปทันตาเห็น
คำอธิบายดังกล่าวหากไม่ได้พิจารณาอย่างลึกซึ้งอาจสรุปเพียงแค่ว่า ในโลกของตำรวจนั้นงานจราจรก็ไม่แตกต่างจากงานอื่นๆ ความไม่ยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายเนื่องมาจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์และผลประโยชน์ก็ยังคงเป็นกลไกสำคัญของวัฒนธรรมในการทำงานของตำรวจที่ดำรงอยู่ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมแบบไทยๆ เช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ
แต่เมื่อตีความหมายจากสีหน้า น้ำเสียง ท่าทางและคำพูดอื่นๆ ของเหล่าบรรดาตำรวจซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักนั้น ดิฉันตีความหมายว่า พวกเขาให้ความหมายของการกระทำที่ทำให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และเงินตราของตำรวจในสาย ป.และสายสืบนั้นสมควรที่จะได้รับการอภัยหรือเห็นใจมากกว่าตำรวจในสายงานจราจร เนื่องจากการทำให้วัฒนธรรมการทำงานของตำรวจในสายงานอาชญากรรมขาวสะอาด โปร่งใส และตรวจสอบได้นั้น เป็นไปได้อย่างยากยิ่งด้วยบริบทเงื่อนไขทางสังคมที่ซับซ้อนมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การปล่อยให้มีการดำรงอยู่ของวิถีการคอรัปชั่นบนถนนดังเช่นส่วยรถสาธารณะต่างๆ จนก่อเกิดผู้ทรงอิทธิพลบนถนนนั้น ตำรวจจราจรไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรมเพียงพอเพราะนอกเหนือจากวินัยจราจรจะสะท้อนวินัยชาติแล้วนั้น ยังสะท้อนความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยด้วยเช่นเดียวกัน!



