คอลัมนิสต์

ต้องใช้ประธิปไตยบริหาร

ต้องใช้ประธิปไตยบริหาร

11 ม.ค. 2555

ต้องใช้ประธิปไตยบริหาร : บทบรรณาธิการ

              ความเดือดร้อนของผู้ที่ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพมหานครตลอดทั้งวันที่ 9 มกราคม ควรจะเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลจะต้องนำไปพิจารณาว่า สาเหตุเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลเองนั้น เมื่อลงได้ตัดสินใจอะไรลงไป แล้วเกิดผลกระทบขึ้นมา ผลกระทบนั้นจะไม่ลงไปที่ใครคนใดคนหนึ่งโดยตรง หากแต่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อย ต่างก็พากันเดือดร้อนตามไปด้วย
 
              แม้ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาล โดยคณะกรรมการพลังงานจะมีมติให้ปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี เพื่อให้สอดคล้องกับราคาที่เป็นจริง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2554 โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 มกราคม 2555 และมีรายละเอียดเสร็จสรรพว่า ปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีจะแบ่งตามประเภทการใช้งาน คือ ภาคครัวเรือน ภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในภาคครัวเรือนนั้นจะตรึงราคาไว้จนถึงปลายปี 2555 แต่ภาคขนส่งจะเริ่มปรับราคาวันที่ 16 มกราคมนี้ โดยจะปรับขึ้นเดือนละ 75 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือ 41 สตางค์ต่อลิตร จากที่วันนี้ราคาอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม
 
              ส่วนแอลพีจี ภาคอุตสาหกรรมให้ปรับขึ้นครั้งละ 3 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับขึ้น 4 ครั้งใน 1 ปี และที่ผ่านมามีการปรับไปแล้ว 2 ครั้ง ทำให้แอลพีจีภาคอุตสาหกรรมราคาอยู่ที่ 24.13 บาทต่อกิโลกรัม เหตุผลที่รัฐบาลต้องปรับราคา เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลต้องรับภาระจ่ายค่าชดเชยการนำเข้าแอลพีจีปีละหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ก๊าซเอ็นจีวีที่มีกำหนดปรับราคาในวันที่ 16 มกราคม ที่จะถึงนี้ เดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม โดยจะปรับไปจนถึงเดือนธันวาคม ราคาเอ็นจีวีก็จะอยู่ที่ 14.50 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.50 บาท
 
              เมื่อดูจำนวนเงินที่จะเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากมายจนถึงขั้นปิดถนนกันเป็นวันเป็นคืน ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้ประกอบการขนส่ง สมาคมขนส่งสินค้า รวมทั้งบรรดาแท็กซี่ทั้งหลาย ไม่ได้มีโอกาสไปพูดคุยเจรจากับรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อนที่จะประกาศปรับราคา เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งหลาย รวมทั้งแท็กซี่ได้เตรียมรับมือ และหาทางออก รวมทั้งรัฐบาลเองก็ต้องมีแผนรองรับความเดือดร้อนที่จะมีขึ้น ไม่ใช่ให้คนเหล่านั้นไปใช้กฎหมู่ปิดถนนต่อรองแล้วสุดท้ายก็ยินยอมยืดเวลาการปรับขึ้นราคาก๊าซทั้งสองชนิดไปอีก 4 เดือน ซึ่งเป็น 4 เดือนที่จะต้องมาเจรจากันอีกครั้ง ไม่ใช่หมายความว่า อีก 4 เดือนปรับขึ้นราคาได้ทันที
 
              ที่สำคัญกระทรวงพลังงานที่เพิ่งจะเปิดตัวบัตรเครดิตเอ็นจีวีไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่สถานีบริการกลับมีไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ และปตท.ก็อ้างผลประกอบการไม่เอื้อต่อการลงทุนเพิ่มสถานีบริการ เรื่องเช่นนี้รัฐบาลควรที่จะอธิบายเหตุผลให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจ พร้อมกับเปิดช่องทางให้มีส่วนร่วมในการเสนอทางออก ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังแล้วจบลงด้วยการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว เมื่อเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยก็ควรใช้ประชาธิปไตยบริหารประเทศด้วย