คอลัมนิสต์

ต้องเน้นปรองดอง

ต้องเน้นปรองดอง

10 ม.ค. 2555

ต้องเน้นปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 ม.ค.2555

              ต้องถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นประธานในฐานะประธาน ได้ปรึกษาหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองรวม 9 พรรค และมีความเห็นสอดคล้องกันว่า จะไม่มีการแก้ไขประมาวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเท่ากับเป็นการถอดชนวนระเบิดเวลาหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งไปได้เปลาะหนึ่ง ด้วยคาดหมายกันว่า ถ้าหากผลักดันต่อไป สังคมที่แบ่งออกเป็นฝักฝ่ายจะเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นอีก ทั้งๆ ที่ประเทศชาติอยู่ระหว่างการเยียวยาทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะพิษภัยจากมหาอุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ
 
              นอกจากมาตรากฎหมายอาญา 112 แล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในอันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา ซึ่งว่ากันว่าจะเอื้อประโยชน์หรือช่วยเหลือบุคคลบางคนหรือบางกลุ่มโดยเฉพาะบรรดานักการเมืองเพียงเท่านั้น ยิ่งเมื่อคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ หรือ คอ.นธ.ที่มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภาเป็นประธานได้นำเสนอรูปแบบของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยให้รัฐบาลคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีความหลากหลายและสังคมให้การยอมรับ จำนวน 34 คนเข้ามาทำหน้าที่ แทนการเลือกตั้งสมาชิกาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังที่มีผู้เสนอไว้ก่อนหน้านี้ โดยนายอุกฤษเปรียบเปรยว่า การสร้างบ้านจำเป็นต้องใช้สถาปนิกไม่ใช่คนทั่วไป ยิ่งทำให้สังคมเกิดความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้น สุดท้ายก็จะไปสู่ความขัดแย้งอีกจนได้
 
              ต้องยอมรับว่า หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ สังคมไทยได้พัฒนาความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นแบ่งออกเป็นสองขั้วความคิด พร้อมที่จะเผชิญหน้าและแตกหักกันได้ทุกเมื่อ ทุกประเด็นที่ถูกนำเสนอสู่สาธารณะจะถูกแบ่งเป็นฝ่ายไปโดยอัตโนมัติ เช่นว่า ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายนี้ ก็ต้องเป็นพวกอีกฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกับการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในหลายมาตรา อันจะเอื้อประโยชน์แก่นักการเมืองมากกว่าสังคมโดยรวม ขณะที่การดำเนินการตามกระบวนการ ถ้าหากไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ หรือเป็นการกระทำเพื่อประเทศชาติโดยบริสุทธิ์ใจแล้ว ก็ยิ่งจะทำให้ความปรองดองของคนในชาติถอยห่างออกไปจากความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
 
              จากมหาอุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในยามวิกฤตินั้น ประชาชนคนไทยมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง ถ้าหากพรรคการเมืองทั้ง 9 พรรค ซึ่งได้ปลดชนวนความขัดแย้งไปเปลาะหนึ่งแล้ว กลับปล่อยให้โอกาสดีๆ เช่นนี้หลุดลอยไปเสีย โดยไม่จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเสียใหม่ ในยามที่ชาติบ้านเมืองกำลังเพรียกหาการฟื้นฟูเยียวยาและความปรองดองสมานฉันท์