คอลัมนิสต์

เดินอ้อมยังดีกว่าวิ่งย่ำอยู่กับที่

เดินอ้อมยังดีกว่าวิ่งย่ำอยู่กับที่

08 พ.ค. 2552

การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของการเมืองจะเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ ทุกรูปแบบคงจะมีคำตอบที่ไม่ต่างกันมากคือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป การแสวงหารูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

ที่เกิดขึ้นจากบรรดานักคิดในอดีตยุค พ.ศ. 2475 คงไม่ต่างอะไรมากนักกับแนวคิดของคนบางคนบางกลุ่มในยุค พ.ศ. 2552 กล่าวคือส่วนใหญ่จะอาศัยหรือมีเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องมีกำลังเข้าไปเกี่ยวข้องเกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะการมีและใช้กำลังของทหารเป็นหลัก จนกลายเป็นประเพณีในระบบการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยเชียวล่ะ

การเมืองการปกครองประเทศไทยเวียนว่ายตายเกิดในวัฏจักรเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่ได้ก้าวข้ามเขตแดนแห่งการแก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะตนหรือพวกกลุ่มของตนมากมายเลย หากจะเทียบกับบางประเทศในแถบทวีปเอเชียหรือประเทศอีกหลายประเทศในโลกนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเราเป็นประเทศหนึ่งที่โตช้ามากๆ กับการพัฒนาประชาธิปไตย มีผลทำให้อุดมการณ์ประชาธิปไตยในสังคมไทยไม่เกิดขึ้นมากนัก ข้อสังเกตง่ายๆ ที่สามารถสัมผัสและมองเห็นในสังคมไทยคือการไม่ค่อยจะยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก เมื่อมีกลุ่มบุคคลใดมีหรือเกิดความคิดที่ต่างกันหรือคิดอ่านไม่เหมือนกัน ก็จะไม่ยอมรับจนฟักฟูมเป็นเรื่องขัดแย้งที่จะหาบทสรุปในทางที่ดีร่วมกันได้ยากเต็มที เฉกเช่นกลุ่มการเมืองต่างๆ ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ นักธุรกิจกับประชาชนคนท้องถิ่นที่ต้องการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือกลุ่มเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง เกิดขึ้นจนกลายเป็นปัญหาบ้านปัญหาเมืองที่ยังมืดมนในการหาบทสรุป ?

ปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นมิได้หมายความว่าจะหาทางออกไม่ได้เลย หากเรามาช่วยกันมองว่าอุดมการณ์ของประชาธิปไตยต้องมีกระบวนการเรียนรู้ที่ชัดเจนและเป็นระบบ และระบบที่สามารถซึมลึกและมั่นคงที่สุดคือต้องผ่านกระบวนการศึกษา นั่นแสดงว่าเราต้องยอมรับความจริงว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา การศึกษาต้องเป็นไปตามกระบวนการ ขั้นตอน เนื้อหา บุคลากรมีการลงทุนบนศักยภาพที่เหมาะสม หมายความว่าจะต้องสอนทั้งในและนอกระบบอย่างจริงจังเสียที มิใช่พอมีความขัดแย้งขึ้นครั้งหนึ่งก็มีการนำเสนอเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาทุกครั้ง แต่หามีการปฏิบัติอย่างจริงจังไม่ จนทำให้นักการศึกษาหลายคนต้องท้อถอยกับกระบวนการนำเสนอเรื่องเหล่านี้ไปมากมาย (ถ้าจะเรียนลัดลองไปดูการจัดระบบการศึกษาเรื่องพลเมืองศึกษาในประเทศอินโดนีเซีย เขาทำกันมาหลายปีดีดักแล้ว)

ยุครัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ที่หลายคนเข้าใจกันว่ามีนักประชาธิปไตยเป็นสมาชิกอยู่มาก (จริงหรือเปล่า ?) และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่มีบุคลิกเป็นครูมากท่านหนึ่งน่าจะมีการสังคายนาวิธีการนำเสนอ วิชาพลเมืองศึกษาที่มีเนื้อหาและหลักสูตรมากมายไม่ว่าจะเป็นวิชาเรื่องประชาธิปไตย เรื่องรัฐธรรมนูญ กฎหมาย สิทธิมนุษยชน จารีตประเพณีความเชื่อของคนในชาติหรือจะเพิ่มเติมเรื่องสิทธิหน้าที่พลเมืองด้านอื่นๆ ที่เหมาะสม หรืออาจจะให้เขา (ประชาชน) ได้เรียนรู้เรื่องความรักและหวงแหนประเทศในแนวทางที่เหมาะสม ไม่ใช่โฆษณาโปรโมทอย่างที่ปรากฏอยู่ตามสื่อวิทยุโทรทัศน์ในปัจจุบัน เพราะมันเป็นแบบไฟไหม้ฟาง(ไม่ยั่งยืนและไม่มั่นคง) นี่คือส่วนหนึ่งที่ผู้บริหารจัดการแผ่นดินประเทศยุคปัจจุบันต้องคิดอย่างหนักและริเริ่มวางพื้นฐานเพื่อจะได้เดินก้าวแรกได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มิใช่เดินถอยหลังไปยุคก่อน 2475 ที่ยังคงรักษาและทะนุถนอมพระเอกขี่ม้าขาวเพียงไม่กี่คน ที่จะมามีอำนาจชี้ชะตาอนาคตของประเทศ ประชาชนคนไทยอย่าดูถูกดูแคลนศักยภาพของตนเองอีกเลย เพราะทุกท่านคือผู้นำบนหน้าแผ่นดินนี้และเชื่อว่าท่านคงไม่อยากวิ่งอยู่กับที่กับประชาธิปไตยไทยครับ

อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
Thailand Centre for Muslim and Democratic Development (TCMD)
[email protected]