
วันแรงงานที่เหมือนเคย
วันที่ 1 พฤษภาคมที่เพิ่งผ่านไปผู้ใช้แรงงานเกือบทั่วโลกต่างก็พากันมีกิจกรรมต่างๆ เป็นการระลึกถึง วันแรงงานสากล และเหมือนเคยส่วนหนึ่งที่สำคัญของการจัดกิจกรรมคือการเดินขบวนไปตามที่ต่างๆ ในปีนี้มีหลายแห่ง เช่น ในประเทศเยอรมนีผู้เดินขบวนเกิดปะทะกับตำรวจเป็น
ในเมืองไทยเราก็มีการเฉลิมฉลองวันแรงงานโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งมีบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าและสนามหลวงเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมแถมด้วยบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
ก็เหมือนเคยที่เมื่อมีการชุมนุมประเภทนี้จะมีผู้ถือโอกาสโจมตีรัฐบาลเป็นของแถมและพ่วงด้วยการยื่นข้อเรียกร้องเอากับรัฐบาลและก็เหมือนเคย กล่าวคือเราจะไม่ค่อยได้ยินว่าจะมีใครเสนอที่จะทำอะไรให้แก่บ้านเมืองในยามนี้บ้าง
ข้อเรียกร้องที่เสนอให้รัฐบาลไป 6-7 ข้อนั้นก็ล้วนแต่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเริ่มต้นจะขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานและตามด้วยขอให้ออกกฎหมายหรือข้อบังคับที่เป็นคุณต่อแรงงานแถมด้วยการขอให้รัฐบาลยอมตกลงรับรองอนุสัญญาตามร่างขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังขอให้รัฐบาลล้มเลิกนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และยังเสนอให้ปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม (ด้วยสงสัยว่าสำนักงานนี้ไม่โปร่งใส)สุดท้ายยังขอให้รัฐบาลขยายความคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบด้วย
กล่าวโดยทั่วไปแล้วข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ผิดปกติอะไรเพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ว่ากลุ่มใดก็ตามก็ย่อมต้องการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตนทั้งสิ้น เพียงแต่แตกต่างในรูปแบบของการนำเสนอเท่านั้น อย่างไรก็ตามข้อเสนอของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ก็น่าชมในความตรงไปตรงมาไม่ลับลวงพรางซ่อนเงื่อนเหมือนคำพูดของนักการเมืองบางคน
นักวิชาการสมัยใหม่หลายคนได้พากันตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันนี้ระบอบเศรษฐกิจของประเทศทั้งหลายอยู่ภายใต้ “ระบอบทุนนิยมใหม่” หมายความว่าเจ้าของกิจการใหญ่ๆ มักไม่ใช่นายทุนคนใดคนหนึ่งแต่เป็นกลุ่มมหาชนรวมตัวกันเข้าเป็นเจ้าของ ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในโลกตะวันตก
เป็นที่น่าสังเกตอีกว่าแม้ระบอบเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่โครงสร้างของขบวนการของผู้ใช้แรงงานยังเป็นอยู่ในแบบเดิมภายใต้ระบอบทุนนิยมเก่า กล่าวคือยังออกแบบองค์กรไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนเก่า ซึ่งเป็นผู้จัดการเองด้วย แต่บัดนี้ภาพได้เปลี่ยนไป คือผู้จัดการก็ไปจาก “ลูกจ้าง” ด้วยกันเองในกิจการบางแห่งจึงเกิด “ภาวะถ้อยทีถ้อยอาศัย” แบ่งผลประโยชน์ลงตัวซึ่งกันและกันจนกิจการบางแห่งหมดสภาพในการแข่งขัน (เพราะต้นทุนสูงเกินไป) และต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลายอย่างเช่นที่กำลังเกิดอยู่ในอเมริกาขณะนี้
ในเมืองไทยเรามีกิจการหลายแห่งทั้งบริษัทมหาชนและรัฐวิสาหกิจที่มีโครงสร้างทุนและการจัดการคล้ายคลึงกับบริษัทใหญ่ๆ ในอเมริกาคือไม่มีนายทุนเป็นเจ้าของ และบริหารจัดการโดย “ลูกจ้าง” เหมือนกัน จึงสมควรที่ผู้รับผิดชอบจะได้จับตาดูและป้องกันแก้ไขไม่ให้ต้องเดินไปสู่ความหายนะเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ มาแล้ว
นายหนูใหญ่ [email protected]



