
พรรคการเมืองขนาดกลางกับนโยบายสาธารณะ
เมื่อพิจารณาดูความเป็นมาของการเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้น เราจะพบความเป็นจริงข้อหนึ่งที่สำคัญ นั่นก็คือ พรรคการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเมืองไทย
แต่เมื่อเราพูดว่าขาดไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองจะเป็นไปตามอุดมคติเสมอไป
กล่าวคือ เรามักจะมีอุดมคติที่ว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นที่มาของนโยบาย ซึ่งมาจากการรวบรวมเอาจากข้อเรียกร้องต่างๆ ของแต่ละภาคส่วนของสังคม และพรรคการเมืองนั้นก็จะทำหน้าที่ในการแข่งขันกันผ่านการเลือกตั้ง
ในความเป็นจริงเราพบว่า พรรคการเมืองนั้นอาจดำรงอยู่ในห้วงเวลาที่ไม่มีการลือกตั้ง และพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยตั้งตัวเองขึ้นมาในยุคที่ไม่มีการเลือกตั้ง แถมยังไม่ต่อสู้และต่อต้านการทำรัฐประหาร
ไม่นับว่าพรรคบางพรรคตั้งขึ้นเพื่อรองรับความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร เพื่อให้ก้าวเข้ามาเล่นการเมืองในระบบดังที่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง รวมทั้งข่าวลือที่มีอยู่ในช่วงนี้
ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ถ้าเชื่อว่าธรรมชาติของพรรคการเมืองไทยนั้นจะมีลักษณะเป็นพรรคขนาดกลาง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แรงจูงใจให้เกิดพรรคขนาดกลางนั้นมาจากนักการเมืองเองเป็นหลัก เพราะพรรคขนาดกลางไม่ทำให้เกิดลักษณะการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะสามารถไปบวกกับพรรคต่างๆ ได้ กล่าวคือมีลักษณะยืดหยุ่นทางการเมืองสูงท่ามกลางพรรคการเมืองอื่นๆ
ลักษณะการเผชิญหน้าทางการเมืองระหว่างบุคลากรทางการเมืองด้วยกันจึงมีไม่มากนัก เว้นแต่จะเป็นเรื่องของการรณรงค์เลือกตั้งในท้องที่เสียมากกว่า และความขัดแย้งในท้องที่นั้นก็จะไม่มีผลต่อการทำงานร่วมกันในระดับชาติของพรรคการเมืองต่างๆ
ประการต่อมา พรรคขนาดกลางนั้นไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากับระบบราชการที่เป็นอยู่ เพราะไม่มีความมุ่งหวังที่จะไปควบคุมระบบราชการอย่างจริงจัง แต่มีจุดมุ่งหวังในการประนีประนอม-ประสานประโยชน์กับระบบราชการ เพื่อผลักดันนโยบายที่ระบบราชการรับได้ และมีการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างลงตัว
นั่นก็คือ แทนที่เราจะมองง่ายๆ ว่า พรรคขนาดกลาง และนักการเมืองพวก/มุ้งนั้นไม่มีแรงจูงใจที่จะผลักดันนโยบาย เราอาจจะต้องศึกษาเสียใหม่ว่า นโยบายส่วนมากที่ออกมาจากนักการเมืองมุ้ง/พวกนั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่า นโยบายของพรรคการเมืองระดับกลางนั้น จะให้ความสำคัญกับนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้ด้วยมีเหตุจูงใจในเชิงการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่นับถึงการปฏิบัตินโยบายอิงพื้นที่ที่ตนได้รับเลือกตั้งมา มากกว่าทั้งประเทศ
มากกว่าการให้ความสนใจในการตรวจสอบและปรับรูปแบบการบริหารงานที่มีอยู่เดิม หรือถ้าจะกล่าวกันให้ละเอียดขึ้นนั้น สิ่งที่พรรคการเมืองระดับกลางสนใจขับเคลื่อนนั่นก็คือ "โครงการ" มากกว่า "นโยบาย" ในความหมายที่ว่า โครงการนั้นเป็นชุดปฏิบัติการที่ค่อนข้างสำเร็จรูปเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่ไม่ได้สนใจภาพรวมของสิ่งที่เราต้องการจะบรรลุ (โครงการเป็นเสมือนหนทางหนึ่งในหลายๆ หนทาง แต่เราต้องเข้าใจภาพรวมก่อน เหมือนที่เราสนใจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค เราจะมาสนใจมรรคข้อเดียวโดยไม่เข้าใจความจริงโดยภาพรวมไม่ได้)
ประเด็นที่ท้าทายการปฏิรูปการเมืองในยุค "ไม่เอาทักษิณ" ซึ่งหมายถึงการมีภาพฝันว่าจะมีพรรคการเมืองระดับใหญ่ที่มีนโยบายเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่เคยคิดจะทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการผลักดันการเมืองระดับนโยบาย ก็คือการพยายามค้นหาหนทางที่จะทำให้เกิดการสร้างนโยบายจากการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้เกิดการต่อรองกับ แนวโน้มการเกิดพรรคการเมืองระดับกลาง และทำให้เกิดการตรวจสอบการปฏิบัติตามโครงการที่ถูกผลักดันจากพรรคการเมืองระดับกลางให้ได้นั่นเอง



