
ซ่อน-กำบัง
รูปแบบอาชญากรรมในสังคมไทย หากจะสังเกตให้ดีจะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ แรงจูงใจร่วม
ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยตระหนักกับอาชญากรรมที่ตำรวจเรียกขานด้วยการประชดประชันแกมขบขันว่า "บาทเดียวก็เสียวได้"
คดีนี้เริ่มจากวัยรุ่นคึกคะนองไม่กี่คน ใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรแจ้งเหตุลวง ทำให้ตำรวจต้องตรวจสอบกันให้วุ่น เปลืองทั้งกำลังทรัพย์และบุคลากร ก่อนจะขยายกลายเป็นความหฤหรรษ์ชั่วข้ามคืน
ไม่นานต่อมาเราก็เริ่มหวาดผวากับคดีระเบิดป่วนเมือง ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็วางระเบิด ปาระเบิด
สิ่งเหล่านี้หากพิจารณาด้วยความใคร่ครวญไตร่ตรองจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง คือ เป็นเหมือนโรคติดต่อ หรือจะเรียกว่าเกิดจากเหตุแรงจูงใจร่วมก็คงได้
เหมือนกับว่าใครทำได้เราก็ทำได้เช่นเดียวกัน !?!
ถ้าสองตัวอย่างนั่นเกิดนานมาแล้ว ลองมาดูเรื่องปัจจุบันกาลบ้าง
นับตั้งแต่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงครามมามีคดีอุกฉกรรจ์อันเกิดจากอาวุธสงครามไปบ้างแล้วกี่คดี
3 คดีเป็นอย่างต่ำ คือ คำตอบ
คดีแรกคือถล่มวินรถตู้ที่ จ.ลพบุรี ตามมาด้วยวินรถตู้หน้าขนส่งหมอชิตใหม่ และล่าสุด 4 คนร้ายปล้นร้านทองเยาวราชใน จ.ชลบุรี
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นคำถามตามมาในเวลาเดียวกัน คือ ในช่วงเวลาปกติอาวุธสงครามร้ายแรงเหล่านี้ถูกเก็บซ่อนไว้ที่ไหนและเก็บไว้อย่างไร ?
ข้อมูลอันเป็นตรรกะอันไม่อาจปฏิเสธได้ คือ อาวุธสงครามมีที่มาอยู่ 2 เส้นทาง ได้แก่ หน่วยงานราชการ และตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
สำหรับหน่วยงานราชการมีระเบียบปฏิบัติชัดเจนกรณีนำอาวุธสงครามออกมาใช้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางหลีกเลี่ยง ส่วนที่ได้มาจากชายแดนก็จะกล่าวหาว่าเกิดจากความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
แต่มาตรการแก้ไขที่ใช้ได้คืองานป้องกันปราบปราม โดยเฉพาะการดึงมวลชนเข้ามาช่วยเป็นหูเป็นตาแก่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ดูเหมือนจะประสบความล้มเหลว เมื่อหวนคิดไปถึงว่าอาวุธเหล่านี้เก็บซ่อนอำพรางอยู่ที่ไหนบ้างในยามปกติ นี่คืองานของตำรวจโดยตรง
สุดท้ายผู้ใช้อาวุธเหล่านี้ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "คนใน" ของหน่วยงานราชการ ทั้งทหารและตำรวจ
เราปล่อยให้คนพวกนี้แสวงหาประโยชน์บนเศษซากแห่งความปราชัยของสังคมมานาน นานพอที่ผู้นำตำรวจและทหารจะหามาตรการป้องกันเด็ดขาด และควานหาตัวคนเหล่านี้หรือยัง
บางทีในคำถามก็เป็นคำตอบเหมือนอย่างเรื่องนี้ก็ได้ !?!
มัธยัสถ์ อินมา 070509
[email protected]



