
ก้าวเข้าสู่โลกของตำรวจตอนเปิดใจตำรวจ
ก้าวเข้าสู่โลกของตำรวจตอนเปิดใจตำรวจ : กระดานความคิด
ความซับซ้อนขององค์กรและระบบการทำงานของตำรวจเป็นหลักการทำความเข้าใจพื้นฐานที่นักวิจัยหรือผู้ที่กระหายใคร่รู้วิถีวัฒนธรรมในการทำงานในองค์กรตำรวจพึงต้องตระหนักอยู่เสมอในขณะทำการศึกษาวิจัย ดังนั้น ในโลกของตำรวจอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน
ในฐานะอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ผู้สวมบทของนักวิจัยวัฒนธรรมองค์กรอย่างดิฉัน อาจได้เปรียบนักวิชาการคนอื่นๆ เนื่องมาจากการได้รับประสบการณ์และความรู้จากการทำงานวิจัยอย่างเข้มข้นและลึกซึ้งพอสมควรเกี่ยวกับโลกอาชญากรรมมาก่อนหน้าที่จะก้าวเข้าสู่งานวิจัยเรื่องวัฒนธรรมองค์กรตำรวจนี้ จุดเริ่มต้นของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นจากความอหังการที่จะจัดการแก้ไขปัญหาใดๆ ขององค์กรตำรวจ เพียงแต่มีความสงสัยใคร่รู้ว่า ตำรวจมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าบรรดาผู้กระทำความผิดอย่างไร? ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับบรรดาอาชญากรในแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร? และพลวัตของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้น ดำรงอยู่ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมอย่างไร? ถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีการศึกษาวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนาโดยการนำเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีตีโมงในทุกๆ กิจกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ตัวของผู้วิจัยมองโลกและรู้สึกต่อโลกอย่างเช่นที่กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักมองและรู้สึกนั้น แต่ดิฉันกลับพบว่า การสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับกลุ่มตำรวจเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ มีความยากมากกว่างานวิจัยทุกชิ้นที่ดิฉันเคยมีประสบการณ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ตำรวจมักจะมีคำตอบที่เหมาะสมหรือสมควรเล่าให้ดิฉันฟังมากกว่าที่จะตอบคำถามเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างแจ่มชัดให้เห็นถึงที่มาที่ไปเบื้องหลังการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีความซับซ้อน ย้อนแย้ง ลื่นไหล และแปรเปลี่ยนไปตามบริบทของสถานที่และเวลา
ในระยะเริ่มแรกช่องว่างระหว่างดิฉันกับตำรวจเกิดขึ้นจากการติดป้ายตีตราและการด่วนสรุปของเหล่าบรรดาตำรวจ (มือปราบ) ที่ว่า “นักวิชาการปริญญาเอกมักอยู่บนหอคอย ไม่มีวันที่จะเข้าใจโลกของตำรวจ” นั่นเป็นเพราะเหล่าบรรดานายตำรวจผู้คลุกคลีอยู่กับการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมอย่างถึงพริกถึงขิงนั้น มีวิถีชีวิตอยู่กับความซับซ้อน ความลับและสิ่งที่ไม่สามารถเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาให้ใครล่วงรู้การปฏิบัติงานในโลกของตำรวจได้ อีกทั้งเหล่าบรรดานักวิชาการและนักวิจัยที่ผ่านมาก็มิได้มีเจตจำนงในการที่จะทำความเข้าใจและอธิบายการกระทำต่างๆ ของตำรวจอย่างแท้จริง การศึกษาวิจัยโดยใช้เพียงแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์เป็นกิจกรรมที่ไร้สาระและเสียเวลา เนื่องจากมิได้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ในการคลี่ประเด็นความซับซ้อนในการทำงานในโลกของตำรวจได้ ดังนั้นนักวิจัยจำเป็นต้องทุ่มเวลา แรงกาย และแรงใจอย่างมาก หากต้องการทำความเข้าใจโลกของตำรวจอย่างแท้จริง โลกของตำรวจในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยที่ไม่สามารถสรุปตามตำราหรือทฤษฎีที่เขียนขึ้นโดยนักวิชาการต่างชาติที่วางอยู่บนหิ้งหนังสือในหอสมุด! ความรู้จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นจากการลงพื้นที่และปฏิบัติงานร่วมกันอย่างแท้จริง
ดิฉัน “ได้ใจ” ของเหล่าบรรดาตำรวจผู้ให้ข้อมูลหลักครั้งแรก เมื่อเราต่างมีทัศนะที่ตรงกันในประเด็นของการไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้ตำรวจไปขึ้นตรงหรือพึ่งพาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ อาจเป็นความบังเอิญหรือความโชคดีของดิฉันที่ผลการศึกษาเรื่องการกระทำรุนแรงของเยาวชนนั้น ดิฉันพบว่าผู้นำชุมชนในระดับต่างๆ มีความเกี่ยวข้องในเชิงสนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการกระทำรุนแรงในสังคม และมักใช้อิทธิพลในรูปแบบต่างๆ จนเกิดการก่อร่างวัฒนธรรมอุปถัมภ์และประโยชน์ต่างตอบแทนแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในทุกระดับ ซึ่งมิใช่เพียงขั้นตอนของจุดเริ่มต้นหรือต้นธารของกระบวนการยุติธรรม (ซึ่งหมายถึงการทำหน้าที่ของตำรวจ) เท่านั้น
คนที่ไม่เข้าใจปฏิสัมพันธ์ของการก่อเกิดอาชญากรรมในพื้นที่อย่างลึกซึ้งมักจะเสนอให้ตำรวจเดินเข้าหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแสวงหาความร่วมมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำรวจสามารถทำได้ หากแต่การเสนอให้ตำรวจต้องเดินเข้าไปหาท้องถิ่นเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการทำกิจกรรมต่างๆ นั้น จำเป็นต้องทำการทบทวนอย่างละเอียดและรอบคอบ เพราะการบิดคดี การดำเนินคดี หรือเป่าคดี นั้น ก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากระบบอุปถัมภ์และพิธีการแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากต้องการให้ตำรวจทำงานหรือทำโครงการใดโปรดพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ด้วย โปรดอย่าเชื่อมั่นว่าตำรวจขอ (ไถ) รับการสนับสนุนเก่ง สามารถระดมทุนได้เอง เพราะหากทำเช่นนั้นผลเสียจะตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ เนื่องมาจากการความอยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายจะเกิดขึ้นในสังคมไทย



