
การเมืองไทยปี55'อึมครึม-เอาอยู่!'
โต๊ะกลมการเมืองไทยปี2555 : อึมครึม-เอาอยู่! : ขยายปมร้อน โดยโต๊ะการเมือง
วงเสวนาโต๊ะกลม "ทิศทางการเมืองไทย ปี 2555" สองขั้วคิดยังคงมองในมุมที่แตกต่าง ฝ่ายหนึ่งมองว่ายังอึมครึมขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเล่นในโหมดไหน ฝ่ายเพื่อไทย-ชาติไทยพัฒนา ยังมั่นใจการเมืองไม่รุนแรง
ขึ้นอยู่กับเพื่อไทยจะเล่นโหมดไหน
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
ไม่มีปีไหนที่ผู้คนจะวิตกเท่าปี 2555 มาก่อน โดยหวั่นว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ผู้เล่นตัวหลักก็ยังเป็นรัฐบาล เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นมีเสียงเด็ดขาดในสภา มีมวลชนสนับสนุน มีนักวิชาการแนวร่วม มีสื่อแนวร่วมทั้งสื่อสายตรง และสื่อกระแสหลัก มีเครือข่ายสากลที่คอยสร้างกระแสอยู่ภายนอกและมีทุน ดังนั้นความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นต้องดูว่าผู้เล่นหลักจะเล่นในโหมดไหน หากเล่นให้สอดคล้องกับประชาชนโอกาสจะคลี่คลายก็เยอะ
การเมืองปี 2555 มีความกดดันเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องหลักในการตัดสินใจ หากพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงจะเอาทักษิณกลับ แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกไม่เอาก็จะกลายเป็นแรงกดดันกับทุกฝ่าย หรือเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรม และมาตรา 112 ก็มาจากฐานคิดเดียวกัน รัฐบาลต้องไม่อ้างว่าได้มา 15-20 ล้านเสียงจะทำอะไรก็ได้ และขอให้ระวังจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับกรณี พ.ร.ฎ.อภัยโทษ
หากรัฐบาลยังเล่นโหมดเคลื่อนไหวเพื่อทักษิณ โอกาสเกิดความขัดแย้งสูงมาก สำหรับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ก็มีการส่งสัญญาณปรับรื้อโครงสร้างระบบยุติธรรม โดยมีการคิดไปถึงจะให้ประธานศาลฎีกามาจากการเลือกตั้ง ผมจึงอยากถามว่าจริงหรือไม่
เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเขาเดินเต็มตัวแน่ และมีโอกาสเกิดความขัดแย้ง ดังนั้นต้องดูว่าข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยพร้อมประนีประนอมแค่ไหน หรือว่าพร้อมแตกหัก วันนี้ท่าทีของเสื้อแดงชัดเจนว่าพร้อมแตกหักแต่ไม่รู้ว่าในเพื่อไทยนั้นคิดอย่างไร
หากเล่นการเมืองมากไปรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้
สามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เชื่อว่าการเมืองปี 2555 ไม่รุนแรงเพราะหากรัฐบาลเล่นการเมืองมากเกินไปก็อยู่ไม่ได้
ผมมองว่าความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่อปกติ และไม่เห็นว่าปีหน้าจะเกิดอะไรที่รุนแรง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเชื่อว่าทุกคนจะยับยั้งชั่งใจได้ ทุกคนจะก้าวย่างอย่างระมัดระวัง สิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาจะอยู่ที่รัฐบาลบริหารได้ตามที่เสนอนโยบายที่ประกาศไว้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้าทำได้รัฐบาลก็มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง แต่หากเล่นการเมืองมากเกินไปรัฐบาลนี้ก็อยู่ไม่ได้
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้เราใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 มาหลายปีแล้ว มาตรา 291 กำหนดให้เราแก้รัฐธรรมนูญได้หลายทาง แต่เราไม่ทำ และวันนี้ชัดเจนในพรรคแล้วว่าเราจะใช้วิธีแก้ไขให้ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา ส่วนจะเป็นรูปแบบไหนนั้นยังไม่ตกผลึกกันในพรรค และก็ได้บอกกันในพรรคว่าไม่ควรที่จะเสนอความเห็นว่าจะแก้ไขมาตราไหน เพราะจะปล่อยให้เป็นเรื่องของ ส.ส.ร.ที่จะพิจารณา ซึ่งจะแก้มาตรา 291 ให้เสร็จภายในปิดสมัยการประชุมนี้
การเมืองปีหน้าที่มีคนทำนายว่าจะวุ่นวายในเดือนมิถุนายน จริงๆ ไม่ต้องมีใครทำนายก็ได้เพราะ สภาสมัยนี้จะปิดในวันที่ 18 เมษายน และเปิดอีกครั้งในวันที่ 18 มิถุนายน ซึ่งเปิดมาก็ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเดือนพฤษภาคมบ้านเลขที่ 111 ก็จะกลับมา ซึ่งก็ดีที่จะมีคนที่มีคุณภาพมาร่วมงานการเมือง
ส่วนเรื่องมาตรา 112 ผมอยากให้มองเชิงวิชาการมากกว่า ไม่อยากให้ออกมาว่าเป็นการลบหลู่ กฎหมายมาตรานี้พูดถึงการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ก่อการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ ซึ่งเมื่อพูดถึงมาตรา 112 ก็ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่ระบุว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ หรือที่ว่า The king can do no wrong ถ้าคนนับถือก็อย่าไปยุ่งกับท่าน นอกจากนี้ในพรรคเพื่อไทยไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
การเมืองจะดีขึ้นกว่าปี 2554
นิกร จำนง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พรรคชาติไทยพัฒนา คิดบวก ทุกฝ่ายเรียนรู้และโตมากขึ้น รวมทั้งกระแสปรองดองจะทำให้บ้านเมืองสงบ
ผมมองว่าการเมืองจะดีขึ้นกว่าปี 2554 เพราะที่ผ่านมาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีจนอิ่มตัว อีกทั้งกระแสความปรองดองก็มีเป็นรูปธรรมมากขึ้น รัฐสภาเองก็มีดุลยภาพ เสื้อเหลืองก็โตขึ้น เสื้อแดงมีหรือที่จะไม่เรียนรู้ กองทัพเองก็เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างไรเช่นกัน
ขณะที่นายกฯ ก็เป็นผู้นำ เป็นลักษณะหยินหยาง นายกฯ เป็นผู้หญิง มีลักษณะเป็นหยิน มีลักษณะอ่อน ฝ่ายค้านเป็นผู้ชายที่แข็ง ซึ่งแข็งชนอ่อนมันก็ไม่แรงมาก ชนกันยังไงก็ไม่พัง
วันนี้เรามาถึงระบบพรรคการเมืองสองพรรค ซึ่งผมเคยบอกไว้แล้วว่ามีปัญหา เพราะจะแบ่งคนเป็นสองฝ่าย ซึ่งอาจจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองหากไม่ระมัดระวัง แล้วประชาชนจะลำบาก
เราต้องการความชัดเจนว่าจะแก้เพื่ออะไร
ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี มองว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญต้องมีความชัดเจนก่อนว่า แก้อะไร เพื่ออะไร
ที่ผ่านมาเราก็เบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง และเราเลยจุดสูงสุดเมื่อปี 2553 มาแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าในปี 2555 ความขัดแย้งก็ยังไม่จบ แต่ยังเป็นเหมือนไฟที่รอปะทุ อย่าเอาน้ำมันไปราดหรือพัดโหมไฟให้กระพือขึ้นมาอีก ทั้งนี้การเมืองจะอึมครึมต่อไป แต่ปีหน้าน่าจะเผยหัวใจหลักเรื่องการปรองดองได้
อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ตอนปี 2540 เรามี ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน แต่สุดท้ายก็ถูกล้มล้าง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญที่เกิดจะมั่นคงไปกว่าปี 2540 ดังนั้นเราต้องการความชัดเจนว่าจะแก้เพื่ออะไร
ผมคิดว่าควรจะมีความเห็นของคณะกรรมาธิการปรองดองก่อนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องดูเสียก่อนว่าอะไรเป็นอุปสรรคแล้วค่อยไปแก้ ถ้าจำเป็นจึงต้องแก้ ในกรณีมาตรา 309 นั้นอาจจะมีความขัดแย้ง เพราะเป็นเรื่องการนิรโทษกรรมให้แก่คณะรัฐประหาร หากมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะมีความหวั่นไหวได้ ส่วนเรื่องมาตรา 112 นั้นชัดเจนแล้วว่า ไม่มีใครเอาด้วย
สำหรับตอนนี้รัฐบาลต้องเร่งทำงานเพราะวันนี้ยังมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่หดตัว ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมไปถึงปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องไม่ลืมว่าเรายังมีปัญหากับประเทศกัมพูชาอยู่ แม้ผู้นำทางการเมืองและทหารจะจับมือกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้วเรายังมีปัญหาพื้นฐานอยู่
............
(หมายเหตุ : โต๊ะกลมการเมืองไทยปี2555 : อึมครึม-เอาอยู่! : ขยายปมร้อน โดยโต๊ะการเมือง)



