
มองให้กว้าง-ไกลกว่าที่เห็น
มองให้กว้าง-ไกลกว่าที่เห็น : บทบรรณาธิการ
หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางสร่างซาลงไม่เท่าไหร่ มรสุมตะวันออกเฉียงใต้ก็ไม่รอให้รัฐบาลตกผลึกถึงมาตรการการแก้ปัญหาพิบัติภัยได้เป็นเรื่องเป็นราวจนถึงขั้นวางกรอบวางกำหนดว่า วัน เดือน ปี ที่จะเริ่มนับหนึ่งในการบูรณาการรับมือกับภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วม เจ้ามรสุมลูกนี้ก็ก็โหมกระหน่ำทะเลอ่าวไทย จนเกิดคลื่นสูงซัดเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน หลายจังหวัดอยู่ในภาวะน้ำท่วมฉับพลัน
ภาวะน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นน้ำจากแม่น้ำ หรือจากทะเล เป็นสิ่งที่รัฐบาลที่เพิ่งจะผ่าน 3 เดือน จะต้องรวบรวมประสบการณ์ที่มีอยู่ทั้งหมดทั้งในอดีตและปัจจุบันว่า สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องทำคืออะไร ไม่ใช่ได้แต่กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ ในการเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้นั้น บทเรียนที่รัฐบาลได้จากน้ำท่วมใหญ่ภาคกลางก็น่าจะเอาประสบการณ์ที่มีไปประยุกต์ใช้ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่ใช่ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีความสามารถ หากแต่อำนาจการสั่งการจากส่วนกลางนั้นครอบคลุมและรวดเร็วกว่า โดยเฉพาะการประสานงานกับหน่วยงานอื่น
กรณีชาวบ้านที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช น่าจะเป็นกรณีตัวอย่างหากรัฐบาลต้องการประสบการณ์ในการบริหารจัดการ เพราะชาวบ้านที่นี่มีปัญหาคลื่นซัดแผ่นดินที่อยู่อาศัย และหนนี้ก็รุนแรงจนถึงขั้นไม่มีที่อยู่ ที่เก็บของให้พ้นจากคลื่นทะเล ก็พากันตัดสินใจที่จะเข้าไปก่อสร้างบ้านเรือนในพื้นที่ป่าสงวนอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ถึงแม้รัฐบาลชุดที่แล้วจะพยายามเข้ามาแก้ปัญหาที่ว่า แต่ยังไม่ทันลุล่วงก็เปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่เสียก่อน ตัวอย่างเช่นกรณีแหลมตะลุมพุกนี้ระดับจังหวัดไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาให้ได้ เพราะจะติดขัด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น
กรณีแหลมตะลุมพุก หากเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคกลางแล้ว ทั้งขนาดพื้นที่และจำนวนชาวบ้านอาจจะดูไม่ใหญ่เท่าใดนัก แต่เรื่องเช่นนี้สำหรับ 1 ชีวิต 1 ครอบครัว มันคือเรื่องใหญ่ที่ต้องการหลักประกันอย่างเท่าเทียมจากรัฐบาลในการบริหารจัดการปัญหาพิบัติภัยในอนาคต ต้องการความมั่นใจว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว รัฐบาลมีแผนมีเครื่องมือรองรับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที เฉกเช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งนักธุรกิจทั้งในและนอกประเทศที่เข้ามาลงทุนตามนิคมอุตสาหกรรมทั้งที่ถูกน้ำท่วมและหวุดหวิดจะจมน้ำ
ความจริงก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจที่รัฐบาลนี้ เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ก็เจอกับภัยพิบัติใหญ่ขนาดนี้ แต่ระยะเวลาที่น้ำท่วมขังนานร่วม 3 เดือน ทำให้ความเห็นอกเห็นใจแทบไม่เหลือ แถมความเชื่อมั่นในฝีมือบริหารจัดการปัญหาก็ถูกทำลายลงแทบจะรายวัน อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศต่อไป ก็ต้องมองให้กว้างและไกลกว่าสิ่งที่เห็น ที่สำคัญต้องยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าพิบัติภัยที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล
..............
(หมายเหตุ : มองให้กว้าง-ไกลกว่าที่เห็น : บทบรรณาธิการ)



