
อย่าให้การเมืองมาแทรก
อย่าให้การเมืองมาแทรก: บทบรรณาธิการ
รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูภายหลังน้ำท่วมโดยเริ่มทำความเข้าใจกับหลายประเทศ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไม่ย้ายฐานหนี รวมถึงการหารายได้มาใช้ในการปฏิบัติงาน โครงการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นคนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะพลิกวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ให้เป็นโอกาส รื้อระบบการบริหารจัดการน้ำ และการป้องกันน้ำท่วมใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต
นายกรัฐมนตรีได้แสดงความมั่นใจว่าการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดทั้งแผนระยะสั้นและยาว จะแก้ปัญหาทันต่อสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้นในปี 2555 ซึ่งนอกจากจะดูแลในส่วนของน้ำท่วมแล้ว ยังจะต้องดูแลในส่วนภัยแล้งควบคู่ด้วย นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการอนุรักษ์ป่าไม้ รณรงค์ให้มีการปลูกป่า จะเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาพื้นที่รับน้ำและเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำด้วย เนื่องจากขณะนี้ป่าไม้ถูกทำลายมาก ขณะเดียวกันจะต้องมีการสร้างทางฟลัดเวย์ผันน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลโดยเร็ว ซึ่งแผนงานทั้งหมดต้องรีบดำเนินการ โดยจะขอให้คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดจัดทำข้อมูลให้แล้วเสร็จและส่งให้ทันภายในเดือนธันวาคมนี้
ขณะที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกยอ.ได้ระบุวงเงินที่คาดว่าจะต้องใช้การการลงทุน ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนไม่ใช่เฉพาะการบริหารจัดการน้ำเท่านั้น แต่เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนต่อไป สร้างอะไรต่ออะไรใหม่หมด ด้วยความมั่นใจว่าเราอยู่ในฐานะที่ทำได้ แต่เราลืมที่จะทำไปหลายปี เที่ยวนี้น้ำมากระตุ้นจึงได้ลงมือทำ โดยอาจจะตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา แบบเดียวกับไทยเข้มแข็ง แต่วัตถุประสงค์อาจไม่เหมือนกัน
จากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีที่เพิ่งผ่านพ้นไปทำให้เราได้ทราบปัญหาหลายๆ ด้านในการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ตั้งแต่ปริมาณการกักเก็บและระบายน้ำของเขื่อน ทิศทางการไหลของน้ำ การประมาณการที่ดี และกลยุทธ์ในการจัดการน้ำ นอกเหนือจากการทำแก้มลิง ฟลัดเวย์ สร้างประตูระบายน้ำและเขื่อนเพิ่ม โดยต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความพร้อมทางด้านวิศวกรรม การปรับปรุงซ่อมแซมกลไกต่างๆ ระบบเตือนภัยเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลถูกต้องชัดเจน และที่สำคัญคือองคความรู้ในการเผชิญภัยของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งปรับปรุงด้วย
ต้องยอมรับว่ามหาอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอยู่ในภาวะที่อ่อนกำลังลง เพราะรายได้หายไปและรายจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่การเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงและมีทีท่าจะรุนแรงขึ้นมาอีก หลังจากที่แรงกระเพื่อมขาดหายไปในช่วงน้ำท่วม ดังนั้นจากนี้ไปแรงเหวี่ยงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การออกพรบ.ปรองดอง การรื้อพ.ร.บ.กลาโหม ที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยเร่งดำเนินการด้วยวาระซ่อนเร้น อาจทำให้การแก้ไขปัญหาระดับชาติต้องสะดุดลงไปอีกก็เป็นได้



