คอลัมนิสต์

ฝ่ายอำนวยการมิใช่...ธุรการ

ฝ่ายอำนวยการมิใช่...ธุรการ

21 ธ.ค. 2554

ฝ่ายอำนวยการมิใช่...ธุรการ : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

               “ใกล้วันตายเข้ามาแล้ว มัวแต่คิดว่าจะให้กรอกตัวเลขว่าตายกี่คน แล้วได้อะไร” นายตำรวจตั้งคำถามนำก่อนที่จะเสนอความเห็นที่น่าสนใจซึ่งแสดงให้เห็นความตั้งใจของนายตำรวจใหญ่ระดับรองผู้บัญชาการด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เราควรนำข้อมูลอุบัติการณ์การเกิดอุบัติเหตุที่เรามีอยู่แล้วในพื้นที่มาร่วมประชุมหารือกันกับหน่วยงานต่างๆ แล้วดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยเสร็จสิ้นก่อนที่จะถึงช่วงเทศกาล ถ้าทำอย่างนี้ถึงจะเรียกว่ามุ่งมั่นที่จะป้องกันชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนเขาอยากรู้ว่าคุณจะทำอะไรให้เขามากกว่าที่จะมานับจำนวนคนตายเท่านั้น” หากจะกล่าวว่าองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยคนที่มีศักยภาพนั้น คงไม่ใช่การกล่าวอ้างที่เกินความเป็นจริงมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหล่าบรรดาตำรวจผู้ปฏิบัติเรียนรู้ว่านายให้ความสำคัญกับงานใดหรือไม่ให้ความสำคัญกับงานใด                

                "หน่วยเหนือสั่งมาต้องปฏิบัติตาม” นายตำรวจอธิบายเหตุผลของความจำเป็นในการกรอกข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุ โดยไม่ทราบที่มาและไม่เห็นประโยชน์ของการดำเนินการตามแบบฟอร์มที่หน่วยงานอื่นได้ประสานขอความร่วมมือมาให้ตำรวจต้องทำงานเพิ่มในการกรอกข้อมูลช่วงเทศกาลปีใหม่นี้
 
                ในเมื่อภาระงานเพิ่มขึ้นแต่ผลของการทำงานนั้นกลับไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นเพียงเพราะฝ่ายอำนวยการทำหน้าที่สนองความประสงค์ของหน่วยงานอื่น โดยมิได้เสนอข้อพิจารณาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารที่มีหน้าที่รับผิดชอบ อีกทั้ง “นาย” ก็มิได้ให้ความสำคัญในการปฏิบัติงานดังกล่าว คำสั่งที่ส่งลงไปยังพื้นที่จึงเป็นเสมือนเพียงการทำหนังสือปะหน้าคำขอของหน่วยงานอื่นที่มาขอให้ตำรวจทำงาน (ที่ไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า) งานฝ่ายอำนวยการจึงมีคุณค่าเพียงบุรุษไปรษณีย์เท่านั้น
 
                “ต้องทำ นายสั่งการไปแล้ว ถ้าไม่ทำก็เสนอให้ลงทัณฑ์?” ผู้กำกับในสายงานอำนวยการพูดด้วยน้ำเสียงแข็งขันจริงจัง ถึงแม้ว่าที่ประชุมจะเสนอให้เห็นว่าการเสนอคำสั่งให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการลงไปให้ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัตินั้นไม่เกิดประโยชน์และควรที่จะให้หน่วยงานต้นเรื่องที่เกี่ยวข้องเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง เพื่อสั่งระงับการดำเนินการซึ่งจะทำให้ภาระงานที่ไม่จำเป็นของตำรวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ลดลง
 
                หากเปรียบองค์กรตำรวจเป็นบุคคลคนหนึ่ง งานสายอำนวยการเปรียบได้ดั่งสมองขององค์กร มีหน้าที่สำคัญในการคิดวิเคราะห์ ก่อนที่จะตัดสินใจในการดำเนินการใดๆ ดังนั้นหากผู้ปฏิบัติงานในสายอำนวยการตระหนักในความสำคัญของหน้าที่นี้และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมองขององค์กร จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร สมศักดิ์ศรี สมหน้าสมตาของผู้เป็นนาย แต่หากผู้ปฏิบัติงานในสายอำนวยการมิได้เห็นคุณค่าและความสำคัญในงานฝ่ายอำนวยการ ผลการปฏิบัติงานก็จะไม่มีประสิทธิภาพ และสิ่งที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดการสร้างภาระงานที่ไม่จำเป็นให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่
 
                “ทุกงานมีความสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความสำคัญกับมันรึเปล่า ถ้าเราให้ความสำคัญ เราก็จะตั้งใจทำผลงานให้ออกมาดี เกิดประโยชน์” นายตำรวจใหญ่พูดต่ออย่างช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำว่า “แต่ว่างานอำนวยการ ไม่มีผลประโยชน์ก็จะไม่มีใครอยากอยู่ในตำแหน่งนี้ แถมซ้ำ ใครทำผิด ทำผลงานไม่ดีก็จะถูกเตะมาอยู่งานอำนวยการ เพราะอย่างนี้หน่วยงานนี้ส่วนใหญ่จึงมีผลงานออกมาอย่างที่เห็น มันก็เหมือนกับหน่วยอื่นที่มีบุคลากรที่ไม่มีศักยภาพในการทำงานก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานและส่งผลเสียหายต่อผู้ปฏิบัติงานหรือหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้อง”
 
                แต่หากวิเคราะห์กันให้ลึกซึ้ง คนทำงานฝ่ายอำนวยการมิใช่ไม่มีศักยภาพ เพียงแต่ศักยภาพของเขามิได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่  หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ศักยภาพของบุคลากรอย่างเต็มที่โดยมีนายให้ความสำคัญกับงานด้วยก็จะทำให้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีต่างๆ ที่หน่วยปฏิบัติรับนโยบายไปปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้และสมควรปฏิบัติ การทำงานก็จะเป็นไปในลักษณะของการเคลื่อนงานเป็นองคาพยพไปพร้อมๆ กัน มิใช่คนคิดก็คิดไปสั่งไปโดยที่ขาดความรู้หรือไม่สนใจว่าคนทำจะทำได้หรือไม่ หรือมีความจำเป็นต้องทำมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือเมื่อทำไปแล้วก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ ถ้าทำไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าทำซะดีกว่า ดังคำทายเล่นที่ชวนถามว่าทหารประเภทไหนที่ควรนำไปฆ่าทิ้งในลำดับแรก คำตอบคือ คนที่โง่แต่ขยัน เพราะหากจะเทียบกันแล้วนั้นการขยันแบบโง่ๆ จะสร้างความเสียหายแก่องค์กรมากเสียยิ่งกว่าโง่แล้วอยู่เฉยๆ เสียอีก!