คอลัมนิสต์

บททดสอบจัดการน้ำ

บททดสอบจัดการน้ำ

20 ธ.ค. 2554

บททดสอบจัดการน้ำ : บทบรรณาธิการ

               คาดการณ์กันว่า ในช่วงฤดูแล้งระหว่างกลางเดือนธันวาคมไปสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคมกินระยะเวลาประมาณ 5 เดือนนั้น ประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรง อย่างที่เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นสัญญาณอันตราย ก็คือ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วง อ.ไชโย จ.อ่างทอง ที่เหือดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน จ.อ่างทองก็เป็นหนึ่งในหลายจังหวัดภาคกลางที่ประสบมหาอุทกภยครั้งร้ายแรง ขณะเดียวกันเขื่อนขนาดใหญ่ทางด้านเหนือขึ้นไปทั้งเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ก็เพิ่งลดการปล่อยน้ำลงมาได้ไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม ใช่ช่วงเกิดอุทกภัย อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำกักเก็บเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งน่าจะเป็นข้อรับประกันได้ว่า ในหน้าแล้งปีนี้จะมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรกรรมอย่างพอเพียง
 
               คำว่า "การบริหารจัดการน้ำ" เป็นที่รู้จักมักคุ้นในสังคมไทยมากขึ้น เมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักว่า มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบริหารน้ำในเขื่อนผิดพลาด ซึ่งถ้าหากไม่เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดพายุนกเตนเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์แล้ว สังคมไทยก็คงจะไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่า ภาครัฐบริหารจัดการน้ำอย่างไร จะว่าธรรมชาติเป็นผู้เปิดโปงความลี้ลับขึ้นมาก็ได้ เมื่อปรากฏดังนี้แล้ว สังคมก็พึงเอาใจใส่การบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่องและจริงจังต่อไป มิใช่เฉพาะแต่เวลาภัยธรรมชาติคืบคลานเข้ามาใกล้จนจวนตัว วิธีการหนึ่งซึ่งควรดำเนินการอย่างถาวรก็คือ การจัดทำโมเดลเฝ้าระวังการบริหารจัดการน้ำ โดยส่วนต่างๆ ของสังคม โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เคยเข้ามามีบทบาทตรวจสอบการบริหารน้ำของภาครัฐอย่างเข้มข้น
 
               การเฝ้าระวังการบริหารจัดการน้ำควรเริ่มต้นควบคู่ไปกับการดำเนินงานโดยคณะกรรมการชุดต่างๆ รัฐบาลจัดตั้งขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบการดำเนินการต่างๆ ได้ โดยเฉพาะในหน้าแล้งปีนี้ จะต้องเฝ้าระวังการบริหารจัดการน้ำโดยภาครัฐอย่างเกาะติด เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมจากการพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำในเขื่อนต่างๆ ให้มากที่สุด ไม่ใช่ว่ารอให้ถึงหน้าน้ำ  หรือว่าใกล้จะเกิดภาวะน้ำท่วมขึ้นแล้วจึงค่อยพูดถึงการบริหารจัดการน้ำ เพราะจะว่าไปแล้ว แม้ประชาชนคนในเมือง ภาคการผลิตอื่นๆ ที่ไม่ได้พึ่งพิงน้ำมากเหมือนกับภาคเกษตรกรรมจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับภาวะน้ำแล้ง เท่ากับน้ำท่วม ซึ่งเห็นเป็นภัยใกล้ตัวมากกว่า หากแต่ถ้าได้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ภาคประชาชนก็จะสามารถลงมือตรวจสอบตรวจตราการบริหารน้ำของภาครัฐได้อย่างทันท่วงที เข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น และให้ความเป็นธรรมอย่างที่สุด ซึ่งถ้าหากดำเนินการได้ตามนี้แล้ว ก็พึงวางใจได้ค่อนข้างแน่นอนว่า ในหน้าฝนหรือหน้าน้ำปีหน้า ประเทศไทยจะไม่ประสบเคราะห์กรรมจากการบริหารจัดการน้ำอันปิดลับซ้ำซ้อนขึ้นอีก