
ปรากฏการณ์ท่านผู้หญิง
ปฏิบัติการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงฉายภาพเงาดำทะมึนที่ทอดทับอยู่บนสังคมไทย คล้ายบ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อ มีแปเท่านั้น หากยังสะท้อนความเป็นจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งในสังคมไทย บ้านเมืองไทยภายใต้สถาบันเบื้องสูงด้วย ปรากฏการณ์ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล
ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่เชื่อกันว่ามีความสัมพันธ์แนบแน่นในเชิงอำนาจและผลประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรากฏด้วยบทบาทเสมือนตัวแทนพระองค์ในกิจการเพื่อการกุศลทั้งปวง ต่อเนื่องมายาวนาน จนกลายเป็นภาพในใจของสังคมไทยไปแล้ว กลับต้องมองและอธิบายด้วยเหตุผลชุดใหม่
การริเริ่ม และจัดทำโครงการเสื้อสีฟ้า เมื่อปี 2547 เพื่อร่วมฉลองในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในนามมูลนิธินพรัช-รัตนโกสินทร์ นั้น อาจเป็นรูปแบบหนึ่ง ในการอ้างอิงสถาบัน ไปใช้แสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบ หรือแม้เจตนาดี แต่ผลของการกระทำไปสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ย่อมต้องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท อันไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง ท่านผู้หญิงวิระยาจัดทำและจำหน่ายเสื้อสีฟ้า อักษรพระนามาภิไธย สก จำหน่ายได้เงินเท่าที่ปรากฏตัวเลขในบัญชี จำนวน 480 ล้านบาท แต่ถึงวันนี้ ก็ยังมิได้ทูลเกล้าฯ ถวาย นี่ก็นับว่ามีเงื่อนงำที่ชวนสงสัยยิ่ง
มีบุคคล คณะบุคคล จำนวนไม่น้อย ที่เมื่อประกอบกิจการใด ก็มักจะอ้างการกุศล อ้างว่าเมื่อมีรายได้จากการจัดงาน จัดจำหน่ายสินค้า หรือจัดการธุรกิจในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ก็จะนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล หรือทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย แม้กระทั่งการจะทำความดี อันเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ทุกคนพึงจะต้องกระทำ ก็จะต้องหาเหตุผลมาอธิบายว่าเป็นการทำความดีถวายในหลวง น่าคิดว่าหลักคิดและการประพฤติปฏิบัติของคนไทยในการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีเช่นนี้ ถูกต้องหรือไม่ คนไทยที่มีรูปในหลวงอยู่ในบ้าน แสดงความรักและเทิดทูนพระองค์อยู่ภายในใจ โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น คนเหล่านี้ ยังจงรักภักดี และเป็นพสกนิกรที่ดีหรือไม่
ปรากฏการณ์ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล บอกอะไรสังคมไทยบ้าง การลากดึงเรื่องราวของท่านผู้หญิง มาเชื่อมโยงกับการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการใช้เรื่องของสถาบันมาเป็นเงื่อนไขและประเด็นในการทำลายความเชื่อถือของอีกฝ่ายหนึ่ง ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2549 จนกระทั่งหากฝ่ายใดไม่ใช้เรื่องราวนี้มาเป็นอาวุธก็จะปราชัยในสงครามวาทกรรมได้ ในขณะเดียวกันปรากฏการณ์นี้ ก็อธิบายภาพของคนบางคนในสังคมไทย ที่จัดอยู่ในกลุ่มคนมือถือสาก ปากถือศีล ใช้ประโยชน์จากความจงรักภักดีต่อสถาบัน มาแสวงหาลาภยศ สรรเสริญ อีกทั้งอำนาจและผลประโยชน์ โดยที่ยังเชิดหน้า ชูคอ อยู่ในสังคมได้อย่างไม่ละอายใจ



