
'หักดิบกฎหมาย'ต้นตอความขัดแย้ง
'หักดิบกฎหมาย'ต้นตอความขัดแย้ง : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี [email protected]
อาจจะล่าไปนิด สำหรับรายละเอียดส่วนที่สำคัญของรายงานความคืบหน้า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ครั้งที่ 2 (17 มกราคม-16 กรกฎาคม 2554) ที่นำมาบันทึกให้เป็นประวัติศาสตร์ บนหน้าหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก"
แต่ "ความจริง" ไม่ว่าจะ "ล่า" หรือ "เร็ว" มันก็คือ "ความจริง" และความจริงนั้น จะไปเชื่อมโยง สานต่อ หรือทำลายความฝันใครต่อใคร ก็ขึ้นอยู่กับว่า "ใครต่อใคร" นั้น เอาความจริงมาสานต่อ หรือเอาความเท็จ หรือจริงแค่ครึ่งๆ กลาง เพื่อเป็นประโยชน์เฉพาะตัว เฉพาะกลุ่ม
ข้อสรุปของ คอป.นั้น มุ่งเน้นไปที่รากเหง้าของปัญหา ความสงบสุขของบ้านเมือง ความเหมาะสมของการนิรโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง ความเป็นกลางของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ
แต่สิ่งที่น่าสนใจ และเป็นจุดที่ คอป.ฟันธงว่า เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาก็คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีซุกหุ้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกร้องในครั้งนั้น ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย
บทสรุปของ คอป.ระบุชัดเจนว่า คะแนนเสียงที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความผิดตามมาตรา 295 จึงมีทั้งหมดเพียง 6 เสียงเท่านั้น
"คดีปรากฏชัดเจนว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดตามมาตรา 295 นั้น มีทั้งหมดจำนวน 7 เสียง คือ นายประเสริฐ นาสกุล นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอมร รักษาสัตย์ นายอิสสระ นิติทัณฑ์
ประภาศ นายอุระ หวังอ้อมกลาง"
จึงเท่ากับว่า "คดีซุกหุ้น" นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นผู้แพ้คดี !
(ดูราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 2 หน้า 338-339, ดู คณิต ณ นคร "กระบวนการยุติธรรมต้องนิ่ง" รัฐธรรมนูญกับกระบวนการยุติธรรม สำนักพิมพ์วิญญูชน มิถุนายน 2549 หน้า 10)
คอป.ระบุว่า ใน "คดีซุกหุ้น" ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหานั้น ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติขึ้นอย่างน้อยสองประการ คือ
1.เกิดการกระทำที่เป็นการบิดเบือน หรือหักดิบกฎหมายอยู่หลายการกระทํา และ
2.เกิดอิทธิพลของกระแสทางสังคมและของกระแสทางการเมือง
ในคดีที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ตกเป็นจำเลยในข้อหากบฏนั้น ได้มีการกระทำความผิดฐานบิดเบือนกฎหมายเกิดขึ้น และไม่มีการลงโทษ ผู้พิพากษาผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด จนกล่าวกันว่าการบิดเบือน หรือหักดิบกฎหมายในคดีดังกล่าว เป็นการบิดเบือน หรือหักดิบกฎหมายครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
จากตรงนั้นทำให้เกิดผลตามมาคือ สงครามโลกครั้งที่ 2 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนับล้านคน
คอป.ระบุด้วยว่า สำหรับ "คดีซุกหุ้น" หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นทุกคนยึดหลักกฎหมายแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา
ผลจากตรงนั้นก็คือ "พตท.43" และ "ศอ.บต." ก็คงจะไม่ถูกยุบ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากตรงนั้น คือ เหตุการณ์ที่กรือเซะ-ตากใบ และสิ่งที่เรียกว่า "ฆ่าตัดตอน" ในการกวาดล้างยาเสพติดจนมีผู้เสียชีวิตนับพันคนก็คงไม่เกิดขึ้น
การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็คงไม่เกิดขึ้นและเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้
ที่สำคัญ "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ก็คงจะใช้ได้ต่อไปอีกนานหรือตลอดไป
ประเด็นที่ คอป.สรุปและอาจจะเป็นที่ถกเถียงในแวดวงวิชาการ หรือในวงกว้างของสังคมทั่วไปก็คือ "หลังจากการปฏิรูปการเมืองนั้น กติกาของสังคมได้เปลี่ยนไปมากแล้ว หากแต่ความคิดของคนในสังคม ไม่ได้เปลี่ยนไปตามการปฏิรูปการเมือง สภาวะที่เหลือเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้หลังจากการปฏิรูป การเมืองที่เรียกกันทั่วไปว่า "ระบอบทักษิณ" ก็คงจะไม่เกิดขึ้นจนส่งผลให้ต้องมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549"
แต่ดูเหมือนจะเป็นที่คาดการณ์เอาไว้ของ คอป.แล้วว่า หากเป็นไปในทางนั้น ข้อถกเถียงคงจะยาวแน่ๆ บรรทัดสุดท้ายของบทสรุป จึงได้ระบุว่า "การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายนั้น ไม่ได้เป็นภัยใหญ่หลวงต่อสังคมโลกเท่านั้น แต่เป็นภัยที่ใหญ่หลวงต่อสังคมไทยเราด้วย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องบัญญัติให้การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายเป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา เพื่อที่จะได้กำราบปราบปรามนักกฎหมายที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยกันได้บ้าง"
"การที่จะเป็นนักกฎหมายสายวิชาชีพ เป็นพนักงานอัยการ หรือเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้น ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้มีความยากเย็นแต่ประการใด นักกฎหมายเพียงแต่ทำตนเองให้ผ่านตามขั้นตอนให้ได้เท่านั้นก็เป็นได้สมใจอยาก แต่การเป็นนักกฎหมายสายวิชาชีพ เป็นพนักงานอัยการ หรือเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ดีต่างหากที่ดูจะเป็นยากอยู่ไม่น้อย ยิ่งการเป็นครูกฎหมายด้วยแล้ว ยิ่งจะยากกว่าการเป็นนักกฎหมายสายวิชาชีพ เป็นพนักงานอัยการ หรือเป็นผู้พิพากษา หรือตุลาการอีกหลายเท่านัก เพราะครูกฎหมายต้องถ่ายทอดวิชาการที่ถูกต้องแก่ศิษย์และต้องวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์"
ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่ทฤษฎีผลไม้พิษ หรือการกลัดกระดุมผิด หากแต่เป็นการแสวงหาต้นเหตุของปัญหา ไม่ใช่เลือกหยิบเฉพาะช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ของตนมาใช้-เรียกร้อง
บทสรุปของ คอป.จึงไม่ได้เป็นเพียงการให้สติแก่ผู้คนโดยทั่วไป แม้แต่ครูบาอาจารย์ผู้ปราดเปรื่องในข้อกฎหมายก็ควรได้ฉุกคิด
หลักการนั้นเป็นสิ่งที่ควรยืนหยัด แต่การมองเพียงแค่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่รอบด้าน ผลกระทบนั้นอาจกว้างไกลเกินกว่าจะเอายี่ห้อ "นักวิชาการด้านกฎหมาย" ไปแบกรับเอาไว้ได้



