คอลัมนิสต์

รุกและรับ“2มหาอำนาจ”ขยับเข้าเอเชีย

รุกและรับ“2มหาอำนาจ”ขยับเข้าเอเชีย

15 ธ.ค. 2554

รุกและรับ“2มหาอำนาจ”ขยับเข้าเอเชีย : กระดานความคิด โดย ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร http://www.oknation.net/blog/parnpree

                 นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12-19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะกลับมาเอเชียอีกครั้ง ถือเป็นการเปิดเกมรุกเชิงยุทธศาสตร์ และเชิงสัญลักษณ์ที่ได้ผลเกินคาด เหตุที่สหรัฐอเมริกาหันกลับมาให้ความสำคัญกับเอเชียเป็นพิเศษอีกครั้งเพราะเป็นที่รู้กันว่า
   
               1.โลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ การขยายอิทธิพลไปทั่วโลกผ่านนโยบายต่างประเทศ ทำได้ลำบากไม่เหมือนแต่ก่อน
   
               2.เศรษฐกิจเอเชียอยู่ในช่วงขาขึ้น ประเทศหัวขบวนอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างรวดเร็ว และทำท่าจะกลายเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียอีกในไม่ช้านี้  ซึ่งประเด็นนี้สหรัฐอเมริกายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้
   
               3.เอเชียเป็นตลาดการค้าใหญ่ มีประชากรมากที่สุดในโลก (หากนับรวมจีนและอินเดีย) ทำให้สินค้าจากประเทศที่ต้นทุนสูงกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา เจาะตลาดได้ลำบากมากขึ้น
   
               4.ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) และหมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เชิงสัญลักษณ์สำคัญ ที่เป็นช่องทางให้สหรัฐอเมริกาสามารถกลับเข้ามา “แสดงตัว” ทำหน้าที่พี่ใหญ่ ในการรักษาผลประโยชน์ของพันธมิตรเก่าแก่ในเอเซีย เช่น ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม มาเลเซีย ที่กำลังมีปัญหาข้อพิพาทกับจีน
   
               5.นายบารัก โอบามา ต้องเร่งสร้างผลงาน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง
   
               สำหรับประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและความขัดแย้งภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดยุทธศาสตร์และการวางแผนนโยบายการต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในกรอบนโยบายความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างประเทศเดิมๆ  
   
               ประการแรก อุทกภัยที่เกิดขึ้น ทำให้ไทยกลายเป็นเป้าความสนใจของคนทั่วโลก สิ่งที่รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อผลักดันให้มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก การจัดการป้องกันภัยพิบัติ การบริหารจัดการน้ำ และความมั่นคงทางอาหารและพลังงานอย่างเป็นระบบ
   
               ประการที่สอง การที่สหรัฐอเมริกาส่งนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกามาเยือนไทย โดยมีข้อเสนอความช่วยเหลือกู้วิกฤติการณ์น้ำท่วม แม้จะเป็นเรื่องที่ดีแต่ประเด็นข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติของสหรัฐ (HADR) ที่บริเวณท่าอากาศยานอู่ตะเภา จ.ระยอง ฝ่ายไทยจะต้องชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐอเมริกาใช้เป็นฐานสนับสนุนภารกิจด้านการทหาร การต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้
   
               ประการที่สาม พม่าเริ่มส่งสัญญาณการปฏิรูปการเมืองให้เข้าสู่กระบวนการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต่อไปนโยบายการต่างประเทศและการค้าของไทยที่มีต่อพม่าทั้งในกรอบทวิภาคีและกรอบอาเซียนจะต้องมีความชัดเจนขึ้น
   
               สหรัฐอเมริกาเริ่มมีการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก โดยพัฒนารูปแบบจากกรอบสมาชิกประเทศในกลุ่มเอเปคเดิม ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หากไทยไม่เข้าร่วมก็มีโอกาสตกขบวนเสียโอกาสทางการค้า ไทยต้องพร้อมเจรจาเปิดตลาดมากขึ้น
   
               ในเมื่อสหรัฐอเมริกาและจีนต่างมีแนวนโยบายต่างประเทศต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่เห็นไม่ตรงกันและแข่งขันกันเช่นนี้ ไทยจะต้องยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง ไม่เป็นเครื่องมือของประเทศใด ที่สำคัญต้องเร่งสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาเซียนให้มากขึ้น หวังจะเห็นรัฐบาลประกาศนโยบายการต่างประเทศที่ทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายฐานเศรษฐกิจของเราในตลาดโลก และยกระดับประเทศไทยขึ้นสู่เวทีสากลอย่างสง่างามอีกครั้ง