คอลัมนิสต์

'รู้หลบหลีก'ลดแรงปะทะ

'รู้หลบหลีก'ลดแรงปะทะ

13 ธ.ค. 2554

"รู้หลบหลีก"ลดแรงปะทะ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

                 “เอาไว้ก่อนค่ะ” พร้อมกับโปรยรอยยิ้มหวานให้ผู้สื่อข่าว เป็นคำตอบที่ได้รับกลับมาหลังจากยิงคำถามไปยัง "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ว่า เดือนมกราคม เป็นช่วงปรับ ครม.หรือไม่
   
              ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ได้รับกลับมาเช่นนี้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าอำนาจการตัดสินใจเรื่องปรับคณะรัฐมนตรีอยู่ที่ใคร เพราะยามนี้มีการแบ่งงานกันทำ แบ่งหน้ากันเล่นแล้วว่า "น.ส.ยิ่งลักษณ์" จะเป็นพรีเซ็นเตอร์คอยรับหน้างานต่างๆ ส่วนกระทรวงไหนที่ "เจ๊ใหญ่" สยายปีกคุม ก็แว่วว่ารับไปเหนาะๆ 10% ของงบลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคลัง หรือศึกษาธิการ ฯลฯ
   
              สำหรับกระทรวงที่ขึ้นตรงกับนายใหญ่นั้น แว่วว่าจัดเต็มถึง 70% ยกเว้นกระทรวงคมนาคมที่ห้ามแตะต้อง เนื่องจากขึ้นตรงกับนายหญิง จนมีเสียงบ่นในพรรคว่า “งานนี้เฒ่าแก่กินเอง คนในพรรคเป็นแค่ลูกจ้าง” ส่วนตัวเลข 5 กระทรวงที่เห็นวนเวียนอยู่ก็เป็นข่าวปล่อย เพื่อให้รัฐมนตรีที่คุมงานแอ็กทีฟมากกว่านี้
   
              "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ก็เป็นอีกคนหนึ่งในครม.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่อาจมองข้าม เพราะยามนี้แม้ไม่มีรายชื่อเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าข่ายจะถูกปรับออก
   
              แต่การทำงานเข้าตาเสมือนไปนั่งอยู่กลางใจ "ทักษิณ ชินวัตร" สำหรับ "สารวัตรเฉลิม" ไม่ใช่เรื่องยาก นั่นเพราะเขาต้องยึดผลประโยชน์และความอยู่รอดมาก่อน เพราะวันนี้อาจนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ ส่วนวันหน้าจะไปไกลกว่านี้หรือไม่ไม่มีใครรู้
   
              นอกจากนี้ "สารวัตรเฉลิม" ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพบางคน ถึงขนาดที่สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของผู้ใหญ่ในกองทัพ ที่จงรักภักดีต่อสถาบันว่าเป็นไปในทิศทางใด
   
              เพราะการออกมาตอกย้ำของ "สารวัตรเฉลิม" เรื่องชายชุดดำที่เป็นมือบึ้มหน้ากองสลาก คือตำรวจและคนที่ยิง เสธ.แดง ด้วยสไนเปอร์ ก็คือตำรวจ พร้อมออกตัวเดินหน้าสานต่อคดีนี้ เพราะมีอายุความถึง 20 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไม่เอาตัวไปเป็นศัตรูกับกองทัพ
   
              นอกจากนี้การแอ่นอกเข้าไปจัดการกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน โดยให้ออกเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุผลว่าเรื่องนี้ต้องจัดการอย่างจริงจังจะปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด
   
              นั่นเพราะ "สารวัตรเฉลิม" ต้องการให้ตัวเองมีบทบาท ยืนอยู่ข้างสถาบันและกองทัพ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่จงรักภักดีจงเกลียดจงชัง และเขายังรู้ว่า หากยังดึงดันที่จะนำพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภา และบรรจุวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณา อุณหภูมิการเมืองจะร้อนแรงเพียงใด และจะกลายเป็นพายุที่ถาโถมเข้าสู่รัฐบาลได้ในไม่ช้า
   
              และเขายังอ่านเกมออกว่า ยามนี้ไม่ควรที่จะนำความขัดแย้งทางการเมือง ในสภาหินอ่อนกลับไปสู่ท้องถนนหรือนอกเหนือการควบคุม นัยหนึ่งคือไม่ควรแกว่งเท้าหาเสี้ยนหรือรนหาเรื่องเดือดร้อน
   
              ความจริงแล้วข่าวการปรับครม.เป็นเพียงการดึงกระแสสังคมให้เล่นไปตามเกมของพรรคเพื่อไทย เพื่อหันเหความสนใจให้ออกห่างจากการเดินเกมภายใน ซึ่งขณะนี้กำลังมีข้อขัดแย้งทางความคิดระหว่างนายใหญ่กับฝ่ายซ้ายในพรรคเพื่อไทยอย่างหนักเกี่ยวกับแนวทางการเมือง
   
              ล่าสุดฝ่ายซ้ายในพรรคเพื่อไทยต้องการเร่งปิดเกมโดยเร็วในการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติให้นำพ.ร.บ.นิรโทษกรรมและร่างพ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่นายใหญ่เห็นสอดคล้องกับกุนซือในพรรคตามแผนเดิม ที่ไม่อยากให้ปิดเกมในขณะนี้ นั่นเพราะเขารู้ว่า ยามนี้ไม่ใช่เวลาของเขา จึงควรที่จะรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง คือ รู้จักเอาตัวรอด หรือปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์
   
              หากจะเหลียวกลับไปมองพรรคคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ยามนี้ สำหรับเพื่อไทยแล้วถือว่าอยู่นอกสายตา เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร วิธีไหนก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปอยู่ในใจของประชาชนได้ เนื่องจากประชาธิปัตย์ยังตีโจทย์ไม่แตก ทั้งที่ตัวบุคลากรของพรรคก็มีความรู้ความสามารถกว่า นโยบายก็ใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ประชาธิปัตย์ก็ยังไม่มีโอกาสชนะเลือกตั้ง หากจะนับนิ้วจำความได้ว่า ประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งล่าสุด คือ ปี 2553/2 หลังจากนั้นก็แพ้มาตลอด!
   
              นั่นเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์โดยการนำของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตแม่บ้านพรรค ยังขาดความเชื่อมต่อกับประชาชนชาวหญ้าแพรก แม้ขณะนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จะอยู่ในอาการซวนเซอยู่ก็ตาม
   
              ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะหันมาผนึกกำลังกันอย่างแท้จริง เพื่อเข้าไปอยู่ในใจของประชาชนให้เทคะแนนลงใบบัตรเลือกตั้ง เพราะทุกวันนี้ยังมีเสียงค่อนขอดเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเสมอว่า “ยามศึกเราร่วมรบ ยามสงบเรารบกันเอง” ยังใช้ได้ดีกับประชาธิปัตย์
   
              ในเมื่อประชาธิปัตย์ขาดความเชื่อมต่อกับประชาชน คนที่เป็นหลักยามนี้ต้องมานั่งระดมสมองเพื่อหาทางออก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้น "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ที่ต้องมีจินตภาพในการวางแผนยุทธศาสตร์การเมือง อุดจุดบอดเร่งจุดแข็งเพื่อนำไปสู่เป้าหมายปลายอุโมงค์ที่สามารถจับต้องได้ ด้วยการเปิดความสัมพันธ์กับภาคประชาชน ประสานกับกลุ่มที่เห็นต่างจากพรรคเพื่อไทยและมวลชนคนเสื้อแดง ให้ร่วมกันขับเคลื่อนกลไกของพรรคที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะองค์กรที่มีน้ำหนักมากที่สุดก็คือภาคประชาชน โดยชูเรื่องการเดินหน้าปราบปรามตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่น
   
              เพราะถ้าประชาธิปัตย์รวมเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ ไม่กล้าหาญหรือมั่นใจในตัวเองนับตั้งแต่วันนี้ หรือรอส้มหล่นอย่างที่แล้วๆ มาก็อย่าหวังที่จะชนะเลือกตั้ง เพราะถ้า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่ขณะนี้ตั้งหลักได้ โอกาสที่มีเพียงหนึ่งก็จะกลายเป็นศูนย์