คอลัมนิสต์

ตำรวจกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า(ตอนแรก)

ตำรวจกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า(ตอนแรก)

07 ธ.ค. 2554

ตำรวจกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า(ตอนแรก) : กระดานความคิด โดยปนัดดา สุขสำราญ

                 ความหวัง ในการกอบกู้ภาพลักษณ์ดีๆ คืนสู่สายตาประชาชนคือวัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่งของเบื้องหลังที่มาของการคิด โครงการสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ ขึ้น เริ่มต้นจากความอึดอัดใจกับการทำงานในการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนในห้วงเวลาที่ผ่านมาก่อนที่จะมีโครงการเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ราชการประกาศให้มีวันหยุดติดต่อกันเช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือเทศกาลสงกรานต์ เป็นต้น ข้อมูลเกี่ยวกับความอึดอัดใจถูกนำมาระดมสมองเพื่อหาแนวทางแก้ไขและวางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติที่ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และผู้ปฏิบัติงานมีความสุขในการทำงาน
   
                “เฝ้าเต็นท์ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร เคยมีการวิเคราะห์กันหรือไม่ว่าวิธีการนี้คุ้มค่าหรือเปล่า” ตำรวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตั้งคำถามแก่กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและสั่งการให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม นอกเหนือจากการเฝ้าเต็นท์แล้วยังต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อีกทั้งยังต้องทำการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มแข็ง รวมถึงสิ่งที่เหล่าบรรดาตำรวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่วอนขอความเห็นใจ จากผู้บังคับบัญชาและบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ ที่ประสานขอความร่วมมือกับนายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาก็คือ การขอให้ตำรวจเก็บข้อมูลสถิติต่างๆ ให้โดยมิได้ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า องค์กรตำรวจได้มีการเก็บข้อมูลเดิมอยู่บ้างแล้วหรือไม่? หากมีการเก็บไว้แล้วก็ควรดึงข้อมูลไปใช้ประโยชน์เลย ไม่ควรให้ทำแบบฟอร์มจำนวนมากแล้วไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาให้คนตายน้อยลง เพียงแต่เอาไปใช้รายงาน (เอาหน้า)เท่านั้น
   
                “ทำไมเขาต้องออกแบบฟอร์มมามากมายหลายชุด ต้องกรอกซ้ำกรอกซาก เขาอยากได้อะไรทำไมไม่ประสานงานกันแล้วใช้ข้อมูลชุดเดียวกันไปเลย” นายดาบตำรวจผู้ปฏิบัติพูดด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนความรู้สึกเบื่อหน่าย “พอเข้าใกล้ช่วงเทศกาลทีนึงนะ แทนที่ตำรวจจะคิดถึงความสุข คิดถึงการอยู่ร่วมกับครอบครัวเหมือนคนอื่น กลับหลอนเลย ตำรวจจราจรจะต้องคิดถึงเต็นท์ คิดถึงเรื่องการทำเอกสารข้อมูลที่ต้องรายงานเร่งด่วนทุกวัน บังคับใช้กฎหมายก็ต้องทำ อำนวยความสะดวกด้านการจราจรก็ต้องทำ มันน่าเวทนามั้ยล่ะ แล้วลองไปตรวจสอบดูได้ว่าค่าตอบแทนของตำรวจเป็นอย่างไร หน่วยงานอื่นเป็นอย่างไร”
   
                “เหมือนเขาเอาภาระงานมาให้เราทำ แต่เขาได้ผลงาน ตำรวจเราไม่ได้อะไรเลย เขาประสานงานขอให้เรากรอกข้อมูล แล้วเขาก็ไปรายงานเป็นผลงานของเขา พอตัวเลขสถิติมันไม่ลด เขาก็มากดดันเราอีก ต้องทำให้ตัวเลขลด อ้าว!เราก็คิดนะ แล้วจะเก็บข้อมูลไปทำไม แต่เขาก็บอกมาเลยว่าต้องลด ไม่ลดไม่ได้ ทุกอย่างมากดดันอยู่ที่เราหมด” ความในใจพร่างพรูสาระสำคัญสะท้อนให้เห็นว่าสถิติข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่ประกาศออกมานั้นมิใช่ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และเผยให้เห็นถึงที่มาของการที่ตำรวจถูกกดดันให้ปั้นแต่งตัวเลขเพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย “ต้องถามผู้ใหญ่ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าเขาอยากได้ความจริงหรือเปล่า ผู้ปฏิบัติไม่อยากแต่งตัวเลขหรอก แต่ในเมื่อผู้ใหญ่เขารับไม่ได้และมีผลกับผู้ปฏิบัติ มันก็จำเป็นต้องทำ”
   
                อุบัติการณ์การตายกลางถนนของคนไทยที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางถนนไม่ต่ำกว่าปีละ 1.2 หมื่นศพนั้นถูกจับตามองจากองค์กรระหว่างประเทศเนื่องมาจากมี อัตราการตายสูงที่สุดในภูมิภาค และพบว่าการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยมีประสิทธิภาพต่ำ แม้แต่ข้อมูลที่จะใช้เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานเพื่อเปรียบเทียบว่าเมื่อกำหนดมาตรการต่างๆ ไปแล้วคนไทยจะตายกลางถนนเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ยังไม่มีที่เชื่อถือได้ ยังไม่นับรวมกับกลยุทธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดให้มีถนนที่ปลอดภัย การทำให้คนไทยได้ใช้ยานยนต์ที่ปลอดภัย การทำให้ผู้ขับขี่มีพฤติกรรมที่ปลอดภัยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นภาพสะท้อนเชิงรูปธรรมที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาลและข้าราชการที่เกี่ยวข้องล้วนให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนไทยต่ำเกินไป หวังว่าปีใหม่ที่จะถึงนี้ สังคมไทยจะได้เห็นกลยุทธ์ดีๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากการประกาศ 7 วันอันตราย และการตั้งเต็นท์แบบเดิมๆ