คอลัมนิสต์

ในหลวงกับโลกาภิวัตน์

ในหลวงกับโลกาภิวัตน์

05 ธ.ค. 2554

กระดานความคิด : ในหลวงกับโลกาภิวัตน์

          ในสภาวะที่เสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป จนกลายมาเป็นวิกฤติการณ์ของโลกไปแล้วนั้น ได้เป็นผลทำให้การประชุมของสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ ได้พยายามผลักดันเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง (Sustainable economy) เข้าไปเป็นหลักให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติกันเพื่อเป็นนโยบายหลักในการกอบกู้สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในภาพรวมให้ลดลง

          ในประเทศไทยนั้น ในหลวงทรงแนะนำให้ประชาชนของพระองค์นำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นานกว่า 30 ปีแล้ว (พ.ศ. 2517) ซึ่งรากฐานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้เอง ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ฐานะทางเศรษฐกิจจากการออมภาคประชาชนอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลกมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าในหลวงของเรานั้นทรงมีพระปรีชาสามารถ รู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัตน์

          กรีซและอิตาลีซึ่งมีรากฐานทางวัฒนธรรมมายาวนานและใช้รากฐานดังกล่าวนี้ มาเป็นต้นทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศตลอดมา แต่รายได้นั้นก็ยังไม่พอที่จะกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นกลับคืนมาได้ เพราะทั้ง 2 ประเทศใช้นโยบาย “ประชานิยม” ทุ่มเทให้แก่ประชาชนและข้าราชการ จนคนพวกนี้เกือบทำงานไม่เป็น ในที่สุดทั้งกรีซและอิตาลีก็กำลังก้าวไปสู่จุดจบ เพราะทั้งประชาชนและรัฐบาลรู้จักแต่ใช้เงินไม่มีการอดออม

          ตลอดช่วงชีวิตที่ผมเติบโตมาเรื่อยๆ นั้นเป็นห้วงเวลาที่ในหลวงทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ ท่ามกลางวิกฤติการณ์ของชาตินานาประการ ทั้งภายในและนอกประเทศ ผมจึงเห็นและเข้าใจดีว่า “ในหลวง” ท่านทรงห่วงประชาชนของท่านมากมายขนาดไหนครับ (คนที่อยู่ในวัย 40  ปีขึ้นไป ล้วนแต่ทราบดีกันทั้งนั้น) ซึ่งมีหลายเรื่องที่พระองค์ทรงชี้แนะต่อประชาชนชาวไทย รัฐบาลไทย ในการยับยั้งส่วนที่เลวร้ายที่จะมาพร้อมกับกระแสโลกภิวัตน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์น้ำ, ป่า ฯลฯ

          แต่สิ่งสำคัญพระองค์ก็ยังทรงเป็นแบบอย่างนำเรื่อง “ความพอเพียงในการดำรงชีวิต” ถ่ายทอดมาสู่ประชาชนอีก จนทำให้คนไทยเกิดนิสัย “การเก็บออม” มาเป็นนิสัยประจำชาติ ประเทศไทยจึงมีฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่าเกือบทุกประเทศในโลกนี้ (ทฤษฎีนี้แม้จะมีในเชิงปรัชญามานานแล้ว แต่ก็ไม่มีใครนำมาใช้เป็นเรื่องเป็นราวสักที ก็มีประเทศไทยนี่แหละที่เป็นแบบอย่าง ปัจจุบันก็มีหลายประเทศเริ่มทำตามแล้ว)

          ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ในหลวงไม่เคยใช้ “ประชานิยม” เลยครับ พระองค์ไม่เคยให้เงินแก่ราษฎรโดยตรง แต่ทรงให้ “น้ำ” ทรงให้ถนนหนทาง, ไฟฟ้า  ทรงให้โรงพยาบาล ทรงให้วิธีปลูกข้าว และพืชพันธุ์ต่างๆ ทรงให้วิธีที่จะมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่แห้งแล้ง หรือดินเค็มได้ จนเป็นที่มาของคำว่า “พ่อค้าให้ปลา พระราชาให้เบ็ด” (การให้ปลาแก่ประชาชนเมื่อกินแล้วก็หมดไปต้องไปแบมือขอความกรุณาต่อพ่อค้าอีก ในขณะที่การให้เบ็ดไปนั้นประชาชนสามารถนำไปใช้ตกปลาหาเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ตลอดเวลา)

          การทรงงานที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน น่าจะเป็นเพราะพระองค์มุ่งให้ราษฎรของพระองค์ “คิดเป็น ทำเป็น” เพื่อช่วยเหลือตัวเองได้อย่างถาวรมากกว่าเรื่องอื่นครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนคิดเป็น ทำเป็น และช่วยเหลือตัวเองได้นั้น จะทำให้ประเทศชาติได้ประชาชนที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคตควบคู่ไปด้วย

          วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวง จึงนับได้ว่าเป็นวันมหามงคลของชาวไทยทุกคน ทุกศาสนา และทุกความเชื่อถือครับ ที่สำคัญคือเป็นวันพ่อแห่งชาติด้วย จึงเป็นวันที่ทำให้ผู้ชายธรรมดาๆ มีความภาคภูมิใจทั้งในการเป็นผู้นำของครอบครัว และในฐานะ “พ่อ” ด้วย ความรู้สึกดีๆ ในความเป็น “พ่อ” นั้น ยังทำให้ผู้ที่เป็นพ่อเกิดความสำนึกในการทำความดี ทั้งต่อครอบครัวและต่อชาติต่อไปอีกด้วย ซึ่งเป็นความชาญฉลาดและเห็นการณ์ไกลของรัฐบาลในสมัยก่อนๆ ที่นำเอาวันพ่อแห่งชาติเข้ามารวมอยู่ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวง

          ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

 

................

(หมายเหตุ : กระดานความคิด : ในหลวงกับโลกาภิวัตน์)