
ปากกานักเขียน
บนทางที่ยาวและไกล ใช่ปูไว้ด้วยกลีบของกุหลาบ น้ำใจทุกคนฉาบ สามัคคีหลอมวิญญาณ์
จรดปากกาได้เป็นนักเขียน สิ้นแสงเทียน ฟ้ารุ่งทิวา
เหมือนเพชรงามล้ำค่า ห้าพฤษภา วันของสมาคมฯ”
บทเพลงข้างต้นนี้ คือเพลง “ปากกานักเขียน” ซึ่งเป็นเพลงของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประพันธ์คำร้องโดยครูชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติ ทำนองโดยอาจารย์วิรัช อยู่ถาวร เมื่อประมาณปี 2546-2547 ผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักเพลงนี้ ซึ่งก็ไมใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนักเขียนและสมาชิกสมาคมนักเขียนฯ เอง ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยได้ยินเพลงนี้เหมือนกัน เท่าที่ผมทราบ เพลงนี้ได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพียงครั้งเดียว ในงาน “เพลงดัง หนังละคร ครั้งที่ 2” ที่ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อ พ.ศ.2547 เพื่อหาทุนสร้างที่ทำการถาวรของสมาคม
บทเพลง “ปากกานักเขียน” นี้ ได้บอกอะไรแก่เราหลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือการเป็นนักเขียน หรือได้ชื่อว่าเป็นนักเขียน โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นก่อนๆ นั้น แต่ละคนต้องฝ่าฟันความยากลำบากด้วยความอดทนเป็นอย่างมาก นอกจากหนทางจะมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแล้ว ยังสะด้วยหนามที่แหลมคม ในบางยุคบางสมัย นักเขียนผู้ยืนอยู่ข้างความเป็นธรรม และตีแผ่ความเลวร้ายของสังคม ต้องพบเจอกับข้อกล่าวหาที่รุนแรงและความอยุติธรรมต่างๆ นานา จากผู้ทรงอำนาจในบ้านเมือง จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
ดังคำพูดของ คุณอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้กล่าวในงานมอบรางวัลการประกวดรางวัลวรรณกรรมการเมือง “พานแว่นฟ้า” ปีแรก ว่า รางวัลที่นักเขียนสมัยก่อนจะได้จากฝ่ายการเมืองก็คือ
“พานท้ายปืน” แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า คุณค่าแห่งอุดมการณ์และการต่อสู้ของนักเขียนที่มีเพียงปากกาเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็น กุหลาบ สายประดิษฐ์, อิศรา อมันตกุล, จิตร ภูมิศักดิ์, ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์, สุวัฒน์ วรดิลก ฯลฯ คือ “เพชรงามล้ำค่า” โดยแท้
อย่างที่สองที่อยู่ในเพลงนี้ ก็คือความสามัคคี นักเขียนตั้งแต่ยุคของการประพันธ์สมัยใหม่ คือนวนิยายและเรื่องสั้นในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งมีรูปแบบตะวันตกและเนื้อหาที่สะท้อนภาพชีวิตของผู้คนธรรมดาสามัญ มีการรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ที่เห็นได้ชัดเจน คือ คณะสุภาพบุรุษ ซึ่งมีกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นผู้นำ รวมทั้ง “คณะ” และ “วิก” อื่นๆ แต่ก็มิได้เป็นในรูปสมาคม เนื่องจากทางการในขณะนั้นมีความหวาดระแวงการตั้งสมาคมทางวิชาชีพ ว่าอาจมีนัยแอบแฝงทางการเมือง จนถึง พ.ศ. 2511 สุวัฒน์ วรดิลก ได้จุดประกายการรวมตัวของเหล่านักเขียน ด้วยการจัดงานรับขวัญ เลียว ศรีเสวก หรือ “อรวรรณ” นักเขียนอาวุโส ที่หายจากการป่วยหนัก ในวันที่ 5 พฤษภาคม อันเป็นที่มาของ “ชมรมนักเขียน 5 พฤษภาคม” ในเวลาต่อมา และจดทะเบียนเป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ใน พ.ศ.2514 โดยมี อุทธรณ์ พลกุล เป็นนายกสมาคมคนแรก และสุภาว์ เทวกุลฯ เป็นเลขาธิการ จากวันนั้นถึงวันนี้ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ก็มีอายุยืนยาวมาได้ 38 ปี แล้วครับ
“ห้าพฤษภา วันของสมาคมฯ” ปีนี้ จะมีกิจกรรมทั้งสาระและความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สายยันค่ำ ที่ มิราเคิล แกรนด์ โฮเต็ล หลักสี่ และเป็นโอกาสที่จะได้ร่วมแสดงความยินดีกับ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้ได้รับรางวัล “ศรีบูรพา” ปีนี้ อาลัยคมปากกาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และรำลึกถึงปลายปากกาของ ร.จันทะพิมพะ, ส.บุญเสนอ ฯลฯ



