
น่ากลัวกว่า "เสื้อแดง"
การฟื้นฟูประเทศ รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเป็นงานลำดับต้นๆ ถือเป็นวาระแห่งชาติเลยก็ได้
สำคัญอันดับหนึ่ง คือ การจัดประชุมสุดยอดอาเซียนและประเทศคู่เจรจา หลังจากงานดังกล่าวต้องยกเลิกไป เพราะคนเสื้อแดงเข้าไปปิดล้อมเมืองพัทยา ปั่นป่วนจนผู้นำหลายประเทศต้องรีบเดินทางออกจากประเทศไทย
เราต้องเสียความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศไปมาก คราวนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลงานด้านความมั่นคงประกาศหมายมั่นจะแก้มือพร้อมๆ กับระดมสรรพกำลังจากทุกเหล่าทัพเพื่องานนี้
ยังดีที่ จ.ภูเก็ต พื้นที่จัดการประชุมอยู่ห่างไกลจาก "คนเสื้อแดง" สภาพส่วนใหญ่เป็นมวลชนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเชื่อถือได้ระดับหนึ่งว่าคงไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาทำลายบรรยากาศได้อีก
ประกอบกับ จ.ภูเก็ต เป็นเกาะเข้าออกได้ทางเดียว การตั้งจุดสกัดทำได้ง่ายกว่าเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่มีความหลากหลาย แม้ ส.ส.ในพื้นที่จะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เอาเข้าจริงก็ควบคุมมวลชนส่วนอื่นไม่ได้ ประกอบกับอยู่ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางใช้เวลาไม่มาก การประชุมครั้งที่ผ่านมาจึงล่มไม่เป็นท่า
สิ่งสำคัญที่รัฐบาลไม่ควรมองข้ามในสถานการณ์ซึ่งยังคุกรุ่นขณะนี้คือ การมุดลงใต้ดินของแกนนำเสื้อแดงบางคนที่ประกาศจับอาวุธต่อสู้ล้มล้างรัฐบาลและกลุ่มชนชั้นสูง
ถามว่ามีมือมีไม้ทำได้หรือเปล่า โดยส่วนตัวแกนนำเหล่านี้ศักยภาพไม่ถึงหรอก แต่หากได้รับแรงสนับสนุนทางการเงินจากอดีตนายกรัฐมนตรีผู้หลบหนีคุก สั่งผ่านมายังกลุ่มมาเฟียมีสี ไร้สีในเครือข่าย ก็มีโอกาสสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะมีขึ้นราวๆ เดือนมิถุนายนนี้ได้เช่นกัน
ว่ากันว่าอาจถึงระดับก่อการร้ายสากลด้วยซ้ำ เนื่องจากมีนักฆ่าอาชีพรอรับงานอยู่ทั่วโลก
รัฐบาลมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะเกมเดิมพันของอดีตนายกฯ ยังไม่จบสิ้น เวลานี้อยู่ระหว่างปรับยุทธศาสตร์เปลี่ยนยุทธวิธีสู้เท่านั้น ฉะนั้นรัฐบาลต้องวางแผนรองรับระดับสูงสุด ทั้งแนวรุกและตั้งรับ หากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่าประมาทเหมือนคราวที่แล้ว
ยิ่งเจ้าหน้าที่ระดับสั่งการลงถึงผู้ปฏิบัติยังมี "กลุ่มสีแดง" อยู่มาก
ดูตัวอย่างการลอบสังหาร "สนธิ ลิ้มทองกุล" หากไม่ใช่ฝีมือคนในรัฐบาลหรือมีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วล่ะก็ ต้องบอกว่าศักยภาพของฝ่ายอื่นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง !!



