
โลกเร่งเรียนรู้การจัดการน้ำแบบไทยๆ
โลกเร่งเรียนรู้การจัดการน้ำแบบไทยๆ : บทบรรณาธิการ
ขณะที่คนไทยในหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงจมปลักอยู่กับปัญหารื้อถอนบิ๊กแบ็ก โดยศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถร่วมกันหาข้อยุติที่ลงตัวได้สักที แม้ปัญหาอุทกภัยจะเคลื่อนย้ายไปเป็นปัญหาใหญ่ในภาคใต้แล้วก็ตาม หลายประเทศที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงว่าอาจจะเกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในอนาคตอันใกล้ต่างไม่นิ่งนอนใจ เร่งศึกษาบทเรียนความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของไทยซึ่งมุ่งใช้แต่โครงสร้างแบบเดิมๆ นั่นก็คือ ระบบป้องกัน ทั้งเขื่อน พนัง และคันกั้นน้ำ รวมไปถึงศึกษาบทเรียนความล้มเหลวในการประสานความเข้าใจกับชุมชนต่างๆ ตลอดจนศึกษาความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคสังคม หวังจะป้องกันล่วงหน้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบเดียวกับไทยที่ยังเผชิญอยู่จนถึงทุกวันนี้
หนึ่งในผู้นำต่างประเทศที่ไม่ประมาทก็คือประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยุดโดโยโนแห่งอินโดนีเซีย ซึ่งตระหนักดีว่าอินโดนีเซียมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในต้นปีหน้า ทั้งจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยม ภูมิอากาศและธรณีวิทยาและจากการได้เห็นปริมาณฝนที่มากผิดปกติในปีนี้ จึงได้เร่งสั่งการให้รัฐมนตรีหลายกระทรวงจัดเตรียมมาตรการกำกับดูแลการบริหารจัดการและการระบายน้ำให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงหรือให้มีความเสียหายน้อยที่สุด
สิ่งที่นายยุดโดโยโนเน้นเป็นพิเศษก็คือการหามาตการป้องกันกรุงจาการ์ตา เซึ่งมีแนวโน้มจะเผชิญน้ำท่วมใหญ่ทุกๆ 5 ปี ครั้งล่าสุดที่เกิดอุทกภัยใหญ่ก็คือเมื่อปี 2550 ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่ากรุงจาการ์ตาอาจต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2555 ผู้บริหารกรุงจาการ์ตาเองยืนยันว่า ได้ดำเนินมาตรการเตรียมพร้อมทุกอย่างที่จำเป็นไว้แล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มการประสานระหว่างผู้บริหารจาการ์ตากับรัฐบาลกลาง เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาแยกกันคิดแยกกันทำแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในไทย
เราเชื่อว่าในทางกลับกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เองก็ควรย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนความเป็นผู้นำที่ดีของนายยุดโดโยโนที่ไม่ปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมหรือ "วัวหายล้อมคอก" ด้วยการสั่งการให้ภาครัฐเป็นหัวหอกในการระดมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการทุกภาคส่วนเพื่อหามาตรการป้องกันและรับมือหากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นอีกในอนาคต รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่เด็กและเยาวชนให้รู้เรื่องน้ำและภัยจากน้ำมากขึ้น รวมไปถึงการเตรียมหามาตรการเรียนชดเชยโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและครูมากเกินไปนัก



