
หรือว่าคุ้นเคยแต่กับกฎหมู่
หรือว่าคุ้นเคยแต่กับกฎหมู่ : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี [email protected]
"ประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์" กลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งกำกับดูแลการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. เมื่อถูกข้าราชการการเมือง สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำกำลังเข้าไปยึด และทำการ "บริหาร" การระบายน้ำตามที่ตนเองเข้าใจว่าถูก โดยที่ฝ่ายกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้
ที่ประตูระบายน้ำแห่งนี้เคยเกิดเหตุขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเอ...ชาวบ้านฝั่งหนึ่งเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำให้กว้างกว่าเดิน แต่ กทม.ให้เหตุผลว่า หากกว้างกว่านั้น ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับประชาชนอีกฟากหนึ่ง
สุดท้ายมาตกลงกันได้ที่เปิดกว่า1 เมตร โดยที่ประชาชนทั้งสองฝั่งต่างก็ "รับได้"
ชื่อพ.ต.ต.เสงี่ยมสำราญรัตน์ คือข้าราชการการเมืองผู้นั้น ไม่เคยปรากฏเป็นข่าวมาก่อน สังคมโดยทั่วไปไม่มีใครรู้ว่า เขาเป็นใคร
แต่เมื่อพ.ต.ต.เสงี่ยมนำกำลังคนเสื้อแดงไปยึดประตูระบายน้ำ และทำการเปิดประตูโดยอ้างถึงคำสั่งของ ศปภ.ทำให้มีการสืบสาวว่า คนผู้นี้เป็นใคร
ทว่าประเด็นในวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ พ.ต.ต.เสงี่ยม คือใคร สิ่งสำคัญก็คือ ใครคือผู้รักษากฎหมาย รัฐบาลนี้ยังทำหน้าที่บริหารประเทศอยู่หรือไม่ และยังคงใช้อำนาจตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อยู่หรือเปล่า
"หลังจากนี้ผมจะเป็นผู้กำหนดระดับการเปิดประตูระบายน้ำด้วยตนเองเนื่องจากเห็นว่า กทม.มีความล้มเหลวในการระบายน้ำโดยกล่าวว่า ผมเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเงา" พ.ต.ต.เสงี่ยมซึ่งไม่รู้ว่าถือกฎหมายฉบับไหน ว่ามาอย่างนั้น
แถมยังบอกด้วยว่าจากนี้ไปจะไม่เจรจากับทั้งศปภ.ทั้ง กทม. เพราะเห็นว่าตนเองมีวุฒิภาวะมากกว่า รวมถึงจะเดินทางออกไปสำรวจประตูระบายน้ำในจุดต่างๆ ว่าหากประเมินแล้ว ไม่มีผลกระทบ ก็อาจจะทำการเปิดเพิ่ม
ก่อนหน้านี้รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 31 ยึดอำนาจ กทม.เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ แต่เมื่อน้ำมาจ่อที่ปากทางเข้ากรุงเทพฯ การบูรณาการกลับไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการนำกำลังคนไปชุมนุมปราศรัย และยึดประตูระบายน้ำ
ช่วงหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถเข้าไปจัดการระบายน้ำให้เป็นระบบตามหลักวิชาการที่ประตูระบายน้ำแห่งนี้ ก็มีสภาพไม่ต่างกับ สี่แยกราชประสงค์เมื่อกลางปี 2553
ไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจรัฐ มีแต่กฎหมู่และคนที่คิดว่า สิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้องแล้วตามมาตรฐานที่ตนคิด
ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและ ศปภ.ก็นิ่งเฉย เฝ้าดูการแสดงอำนาจที่ไร้กฎหมายรองรับนั้นอย่างใจเย็น
ราวกับว่ารับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพ.ต.ต.เสงี่ยม มาตั้งแต่ต้น
ที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลโดยผ่านศปภ.กับ กทม.แทบไม่ต่างจากฟันเฟืองคนละขนาดที่บดเบียดกันจนน่าเชื่อว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งถึงวันสิ้นสุดของอีกฝ่าย
ขณะที่ศปภ.เอาแต่ออกคำสั่ง ด้าน กทม.ก็พร้อมจะโต้แย้งและคัดค้าน โดยมีชาวบ้านคอยลุ้นระทึกตั้งแต่ก่อนน้ำจะทะลักจากจ.ปทุมธานี เสียอีก
จนวันนี้น้ำเน่าท่วมขังในหลายพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ศปภ.กับ กทม.ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว ศปภ.มีฐานข้อมูลและเครื่องสูบน้ำมากพอที่จะถกเหตุถกผลกับ กทม. ว่าหากจะระบายน้ำกันจริงๆ ด้วยพละกำลังที่มี "เอาอยู่แน่นอน"
ปัญหาคือศปภ.ได้สอบถามหรือ "ขอความรู้" จากกรมชลประทานที่มีทั้งความรู้เรื่องการระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำพระยานาค กว่า 1,000 เครื่องบ้างหรือไม่
เคยวางแผนร่วมกับดอกเตอร์ทั้งหลายที่อยู่ในศปภ.หรือเปล่าว่า หากเปิดประตูระบายน้ำพระยาสุเรนทร์แล้ว น้ำจะไปทางไหน จะควบคุมอย่างไร เครื่องสูบน้ำที่มีจะเอาไปช่วยเร่งระบาย และกำหนดทิศทางไหลของน้ำก่อนลงทะเลอย่างไร กำลังของ กทม.มีมากน้อยเท่าไหร่ เพราะน้ำที่ท่วมขังนับวันจะเน่าเหม็นและนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ
ที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินว่าศปภ.จะมีแผนอะไร
ความชัดเจนของรัฐบาลและศปภ.กลับเป็นเรื่องการยื่นมือเข้าไปเมื่อเกิดความขัดแย้งในจุดวิกฤติอย่างกรณีประตูระบายน้ำพระยาสุเรนทร์ด้วยการส่ง ปลอดประสพสุรัสวดี ไปดูแล
ทั้งที่ความจริงแล้วที่ประตูระบายน้ำแห่งนี้ชาวบ้านทั้งสองฝั่งได้ตกลงกันเป็นที่พอใจแล้วว่าเปิดประตูกว้าง 1 เมตร ก็พอแล้ว เพราะน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัดทุกวัน และพากันสงสัยว่า คนของรัฐบาลที่ชักธงแดงมายึดประตูระบายน้ำ เพียงเพื่อทำทางให้รัฐบาลส่งคนเข้ามาดูแล ถามว่ามันคุ้มกันแล้วหรือ
หรือเป็นเพราะไม่ชินกับอำนาจที่มีอยู่เต็มมือหรือว่าใช้ไม่เป็น บริหารไม่ได้ ก็เลยไปใช้วิธีการที่คุ้นเคย



