คอลัมนิสต์

ตำรวจกับการบังคับใช้กฎหมาย

ตำรวจกับการบังคับใช้กฎหมาย

30 พ.ย. 2554

ตำรวจกับการบังคับใช้กฎหมาย : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

             วิธีคิด ที่ว่าต้องใช้วิธีบังคับ ลงโทษหรือเพิ่มโทษให้รุนแรงมากขึ้นจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (พฤติกรรมการกระทำผิด) ได้นั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและยังคงดำรงอยู่ในแวดวงของนักวิชาการและนักบริหารงานที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและแผนการปฏิบัติงานต่างๆ จนทำให้เกิดข้อสรุปที่เกิดจากการขาดความเข้าใจที่ชัดเจนถึงรากเหง้าที่มาของการก่อเกิดพฤติกรรมการกระทำผิด โดยการกล่าวว่า หากเมื่อใดพฤติกรรมการกระทำผิดยังคงดำรงอยู่โดยไม่ลดน้อยลง หรือไม่หมดสิ้นไปนั้น แสดงว่า ตำรวจไม่ทำงาน ตำรวจใส่เกียร์ว่าง หรือที่นิยมพูดกันบ่อยๆ ว่า “เป็นเพราะตำรวจไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง?”
   
               หากวิเคราะห์เชิงแนวคิดทฤษฎีของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว การลงโทษเป็นเพียงการชะลอ หรือระงับการเกิดพฤติกรรมชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการปรับเปลี่ยนให้พฤติกรรมที่ไม่ดีเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางหรือรูปแบบของพฤติกรรมที่พึงประสงค์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหรือบริบทที่มีส่วนสำคัญในการก่อเกิดพฤติกรรมเชิงลบนั้นด้วย ดังตัวอย่างที่สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม เช่น ในกรณีของการจับกุมผู้เสพยาเสพติด หรือแม้กระทั่งผู้ค้ายาเสพติดมารับโทษทางกฎหมายมิใช่เรื่องง่าย ตำรวจจะต้องวางแผนและทำงานท่ามกลางปัญหาอุปสรรคข้อจำกัดมากมาย แต่เมื่อผู้กระทำผิดนั้นได้รับโทษทางกฎหมายแล้วกลับมีพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำมีเป็นจำนวนมาก และบ่อยครั้งที่แม้อยู่ในระหว่างการประกันตัวก็ยังกระทำผิดซ้ำอีกด้วย โดยที่การกระทำผิดซ้ำที่เกิดขึ้นนั้นมีระดับความรุนแรงและมีความซับซ้อนในการกระทำผิดที่เพิ่มความยุ่งยากในการจับกุมบังคับใช้กฎหมายด้วย
   
               จะเห็นได้ว่า แม้กระทั่งพฤติกรรมการกระทำผิดในข้อหาที่สังคมต่างพากันประณามว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีดังเช่นเรื่องยาเสพติด ยังพบว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่วิธีการที่จะสามารถหยุดยั้งพฤติกรรมการเสพยาเสพติดหรือการจำหน่ายได้โดยปราศจากการให้ความสำคัญต่อบริบทเชิงเงื่อนไขที่มาหรือสาเหตุแห่งการเสพยาเสพติดหรือการค้ายาเสพติดนั้น ดังนั้น พฤติกรรมการกระทำผิดที่สังคมดูเหมือนว่าจะมองข้ามและยังไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากนักเช่น พฤติกรรมการขับขี่รถที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนสัญญาณจราจร การไม่สวมอุปกรณ์ความปลอดภัยดังที่หน่วยงานต่างๆ (ที่ไม่ใช่ตำรวจ) ต่างพากันมุ่งหวังต้องการให้คนไทยมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยนั้น ยิ่งต้องให้ความสำคัญต่อบริบทเชิงเงื่อนไขที่มาของพฤติกรรมที่เสี่ยงเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น มิใช่จะมุ่งแต่เพียงการกดดันให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายเพียงเท่านั้น
   
               การตอบคำถามอย่างเปิดใจให้ได้ว่า ทำไมคนไทยจึงขับขี่รถในลักษณะที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้ความเร็วสูง การละเมิดสัญญาณไฟจราจร การขับรถในขณะมึนเมาสุรา หรือ การขับขี่รถย้อนศร เป็นต้นนั้น จะนำมาซึ่งการแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนมากกว่าที่จะมุ่งเน้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายโดยที่มิได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบริบทเชิงเงื่อนไขหรือสาเหตุของพฤติกรรมการละเมิดกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อบริบทเอื้อหรือมีเงื่อนไขที่พร้อม ย่อมทำให้การกระทำผิดเกิดได้มากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะสรุปผลว่าตำรวจปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดโดยไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งนั้น ขอให้หันกลับมาทบทวนบทบาทของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยว่า ได้มีส่วนร่วมในการขจัดปัจจัยเอื้อหรือปัจจัยแวดล้อมต่อการกระทำผิดด้วยหรือไม่อย่างไร
   
               สำหรับบทบาทของตำรวจ สำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือการปราบปรามผู้กระทำผิด ก็ควรจะกระทำอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการให้ครบถ้วนทุกองค์ประกอบของการกระทำผิด ซึ่งได้แก่ 1.การมีข้อมูลที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับตัวคนร้ายหรือผู้กระทำผิด 2.การวิเคราะห์ผู้ที่มีโอกาสตกเป็นเหยื่อหรือบุคคลที่ผู้กระทำผิดมุ่งประสงค์ร้าย 3.การวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของคนร้าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เหล่าบรรดาตำรวจต้องทำการวิเคราะห์ให้ลงลึกและชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและปราบปราม 4.การมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้สนับสนุนการกระทำผิด ซึ่งเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลเกี่ยวข้องและมีส่วนสำคัญต่อการกระทำผิด เช่น คนรับของโจร ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เป็นต้น และ 5.ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อการกระทำผิด เช่น การปล่อยปละละเลยให้ในพื้นที่มีบ่อนการพนัน ตู้ม้า การแพร่ระบาดยาเสพติด หากตำรวจคนใดกระทำการเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกระทำผิดก็ไม่สมควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้า ถึงแม้จะมีการสร้างภาพผ่านการแถลงข่าวการจับกุมออกทีวีก็ตาม เพราะการจับกุมเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ตำรวจจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หาใช่วิธีที่จะทำให้สังคมปลอดจากอาชญากรรมอย่างแท้จริงไม่!