คอลัมนิสต์

วัดใจ'ประชา'เลือกกทม.-เสื้อแดง

วัดใจ'ประชา'เลือกกทม.-เสื้อแดง

30 พ.ย. 2554

วัดใจ'ประชา'เลือกข้างกทม.-เสื้อแดง : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์

              จากเหตุการณ์ "กลุ่มแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) นำโดย "พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์" นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี นายศรรัก มาลัยทอง ดีเจวิทยุคนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี อ้างคำสั่งนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ "ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย" (ศปภ.) ให้เปิดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ จาก 1 เมตรเป็น 1.50 เมตร ไปเมื่อคืนวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
   
               นอกจากจะทำให้ระดับน้ำบนถนนสุขาภิบาล 5 ถนนโดยรอบสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ชาวบ้านย่านสายไหม บางเขน รามอินทรา เกิดความวิตกกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปิดประตูระบายน้ำเพิ่มขึ้นในครั้งนี้อีกด้วย
   
               ที่สำคัญจากการกระทำของ "แกนนำเสื้อแดง" ครั้งนี้จะเพิ่ม "ชนวน" ให้ความคลางแคลงใจระหว่าง "ศปภ." นำโดย "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ในฐานะผอ.ศปภ.และ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มากขึ้น
   
               ที่ผ่านมา ศปภ.และกทม.ก็มีปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกันเกี่ยวกับการระบายน้ำมาตลอด
   
               ยิ่ง "พรรคประชาธิปัตย์" ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ "ประชา" เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และ ศปภ.ผิดพลาดก็ยิ่งทำให้สายสัมพันธ์ที่มีอยู่น้อยนิดแทบจะทำงานร่วมกันลำบากมากยิ่งขึ้น
   
               เพราะหลังการอภิปรายเพียงวันเดียว "รอยต่อ" ระหว่างจังหวัดรอบกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี ก็เริ่มมีปัญหาทันที
   
               ที่สำคัญการใช้สัญลักษณ์มาทำกิจกรรมในพื้นที่ยิ่งแสดงถึง "การแบ่งแยก" อย่างชัดเจน
   
               มีการส่งตัวแทนมาเฝ้าประตูระบายน้ำ เพราะกลัวว่า "กทม." จะส่งคนมาหรี่ประตูเหลือ 1 เมตร พร้อมกับยื่นเงื่อนไขว่า หากจะให้กลุ่มชาวบ้านสลายตัวต้องให้ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพียงคนเดียวและตัวแทนจาก ศปภ.มาเจรจาเท่านั้นจึงจะยอมสลายตัว
   
               ถือเป็นการนำความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นตัวประกันในการเจรจาโดยลืมคิดไปว่ามีชาวบ้านอีกฝั่งได้รับผลกระทบจากการกระทำครั้งนี้ด้วยเช่นกันความเสี่ยงในการเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านทั้งสองฝั่งที่เดือดร้อนย่อมมีความเป็นไปได้สูง
   
               ขณะที่ "สุขุมพันธุ์" ก็ยื่นคำขาดไม่มีการเจรจาจนกว่าจะลดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ให้เหลือ 1 เมตรตามเดิม
   
               นั่นแสดงว่า "ผู้ว่าฯ กทม." ไม่สนใจการต่อรองของ "แกนนำคนเสื้อแดง" และยังเสียงแข็งไม่ยอมเจรจา พร้อมขู่หากยังเปิดประตู 1.50 เมตร จะแจ้งความดำเนินคดีกับ "เสงี่ยม" และแกนนำ
   
               ความกดดันเดิมที่พุ่งเป้าไป "กทม." ก็ต้องกลับไปดูที่ "ประชา" ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ "คนของตัวเอง"
   
               เพราะการยอมให้เปิดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์นอกจาก กทม.กับ ศปภ.จะมองหน้ากันไม่ติดแล้ว จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบขึ้นหลายจุดในพื้นที่รอยต่อ
   
               สุดท้ายจึงต้องวัดใจดูว่า "ประชา" จะยืนเคียงข้าง "กทม." หรือ "เสื้อแดง"!


"โชว์นาย"
   
               พฤติกรรมของ "พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์" ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตนายตำรวจนอกราชการ แถมเป็น "แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) จังหวัดชุมพร จะด้วยเจตนาดี ประสงค์ร้าย หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ จากเหตุการณ์เป็นแกนนำชาวบ้านปทุมธานีประมาณ 200 คน ไปเปิดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ จาก 1 เมตร เพิ่มเป็น 1.50 เมตร
   
               โดย "เสงี่ยม" อ้างคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศปภ.ให้ผู้สั่งเปิดประตูระบายน้ำพระยาสุเรนทร์
   
               แถมมีการส่งตัวแทนชาวบ้าน พร้อมปักธงแดงเฝ้าประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ เพราะกลัวว่าทาง "กทม." และชาวบ้านย่านสายไหม บางเขน รามอินทรา ที่ได้รับความเดือดร้อนจะบุกมาหรี่ประตูระบายน้ำให้เหลือ 1 เมตรเท่าเดิม
   
               ปฏิบัติการครั้งนี้นอกจาก "เสงี่ยม" แล้วยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงปทุมธานีอีกหลายคน เช่น นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ นายศรรัก มาลัยทอง ดีเจวิทยุคนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี
   
               โดย "แกนนำเหล่านี้" ยื่นเงื่อนไขว่า หากจะให้กลุ่มชาวบ้านสลายตัวต้องให้ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพียงคนเดียวและตัวแทนจาก ศปภ.มาเจรจาเท่านั้นจึงจะยอมสลายตัว
   
               สำหรับ "พ.ต.ต.เสงี่ยม" เป็นคนเพชรบุรี มีความสนใจงานการเมืองมานาน ก่อนมารับตำแหน่ง "ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี" เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 "เสงี่ยม" เคยรับราชการตำรวจอยู่ทางภาคใต้ พัทลุง และชุมพร ก่อนขอเกษียณราชการก่อนกำหนด
   
               "เสงี่ยม" เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีการบุกอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
   
               ขณะนั้น ประกอบด้วย นายยศวริศ ชูกล่อม นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นางศิริวรรณ นิมิตศิลป์ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายพายัพ ปั้นเกตุ นายวันชนะ เกิดดี และพ.ต.ต.เสงี่ยม และจากคดีและบุคลิกนี้เองทำให้ "เสงี่ยม" ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ "กี้ร์" อริสมันต์
   
               นอกจากนี้ "เสงี่ยม" เคยเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาตามหมายจับในเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองช่วงเดือนเมษายน 2552 โดยเป็นแกนนำแนวร่วมนปช.ชุมพร และเป็นอดีตประธานสมาคมประมงจังหวัดชุมพร และอยู่ในแกนนำ นปช.ลำดับที่ 101 ที่ถูกขึ้นบัญชีดำ
   
               สังคมตั้งข้อสังเกตว่าการที่ "เสงี่ยม" ออกหน้าเป็นแกนนำครั้งนี้จะด้วยความหวังดี หรือหวังโชว์ผลงานให้เข้าตาผู้ใหญ่
   
               แต่การที่ "คนเสื้อแดง" รวมกลุ่มกันออกมาเคลื่อนไหวในอารมณ์การเมืองกำลัง "คุกรุ่น" จากควันหลงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีการพาดพิงกันระหว่าง "กทม." กับ "ศปภ." ยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ด้านลบย่ำแย่ลงกว่าเดิม!