
จะหันหน้าไปพึ่งใคร
จะหันหน้าไปพึ่งใคร : บทบรรณาธิการ
ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายใดๆ เลย ที่ภายหลังการลงมติของ ส.ส.ในสภาออกมาแล้ว เสียงส่วนใหญ่ จะยังไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เพราะเชื่อว่า มติที่ออกมานั้นได้บทสรุปมาตั้งแต่ก่อนที่การอภิปรายจะเกิดขึ้นแล้ว เช่นเดียวกับท่าทีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่า ยังไม่มีการหารือในเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีประเด็นอะไรเพิ่มเติมกว่าที่เป็นข่าว ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะให้สัมภาษณ์ออกมาในทำนองนั้น เพราะหากไปตอบว่า จะต้องไปพิจารณาดูว่าเนื้อหาที่ฝ่ายค้านอภิปรายไปนั้น มีข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่างไร ก็จะมีผลต่อแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทยในทันที ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะบารมีของ พล.ต.อ.ประชา หากแต่ กรณี พล.ต.อ.ประชา จะกลายเป็นกรณีตัวอย่างให้แก่กลุ่มก๊วนภายในพรรคเพื่อไทย
แต่ถ้อยแถลงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้เป็นสามี ที่อ้างว่า ได้สอบถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในเช้าวันเดียวกัน ได้คำยืนยันว่ากำลังดูผลงานอยู่ โดยต้องประเมินกันเรื่อยๆ ไม่มีผลงานก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรที่นายอนุสรณ์จะให้สัมภาษณ์ไปเช่นนั้น เพราะไม่ได้อยู่ในจุดที่ต้องปะทะกับแรงกดดันทางการเมือง การพูด การให้สัมภาษณ์จึงเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นตัวตนของนายอนุสรณ์ และความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวตนของนายอนุสรณ์นี่เองที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ เพราะเบื้องหลังของนายอนุสรณ์นั้นมีเพียงความห่วงใยภริยาที่เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจหากมองกันอย่างผู้มีใจเป็นธรรม สิ่งที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ หรือถุงยังชีพ เรื่อยไปจนถึงข้าวกล่องที่มีการเบิกค่าใช้จ่ายไปจาก ศปภ. เม็ดเงินจำนวนมากที่จ่ายออกไปไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ จึงเต็มไปด้วยข้อเคลือบแคลงสงสัย ผู้ที่ชี้แจงตอบคำถามของฝ่ายค้านก็ไม่ได้พูดจาให้เกิดความเชื่อมั่น และมีเหตุมีผล แต่กลับออกไปทางท้าทายการตรวจสอบถึงความสามารถในการทำข้าวกล่องถึงวันละ 1 แสนกล่อง แต่คำชี้แจงในสภากลับบอกเพียงว่า ความสามารถในการผลิตอันเหลือเชื่อเช่นนี้แค่ "ขำๆ" เช่นเดียวกับรัฐมนตรีที่ตอบคำถามของฝ่ายค้านก็ทำได้เพียง "ตีบทแตก" เพราะสิ่งที่พูดออกมานั้นราวกับว่า ตามการเชิดของมือที่มองไม่เห็น
สิ่งเหล่านี้คือเครื่องบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล จากที่ก่อนหน้านี้ล้มเหลวมาแล้วจากการบริหารจัดการน้ำ กลายเป็นตัวตลก คำว่า "เอาอยู่" กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสิ้นหวัง ที่ชาวบ้านไม่อาจฝากอะไรไว้ได้ เมื่อได้โอกาสชี้แจงแถลงไขในสภา แทนที่จะใช้โอกาสนี้ดึงศรัทธาที่สูญเสียไปให้กลืบคืน แต่สิ่งที่แสดงออกมากลับเป็นว่า ไปร่วมกับฝ่ายค้านทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลให้เลวร้ายลงไปอีก และต่อไปอนาคตข้างหน้าชาวบ้านเขาจะพึ่งพาอาศัยใครได้



