
'รัฐบาลเรียนผูก'ต้องเร่งแก้ก่อนสาย
'รัฐบาลเรียนผูก'ต้องเร่งแก้ก่อนสาย : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา
ผ่านพ้นไปแล้วกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ( ศปภ.) เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
หากจะเช็กกระแสของประชาชน ก็คงรู้ๆ กันอยู่ว่า เอือมระอาและเบื่อหน่ายกับการทำหน้าที่ของส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรมากน้อยแค่ไหน เพราะภาพที่ออกมาตลอดทั้งวัน ต่างมุ่งเอาชนะกันมากจนเกินไป ไม่มีทั้งหลักการและเหตุผล ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อสภา
ถึงแม้ว่าที่ประชุมได้ลงมติไว้วางใจด้วยคะแนนเสียง 273 ต่อ 188 เสียง งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 15 เสียง ถือว่าคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดในสภาผู้แทน ก็ถือว่าที่ประชุมมีมติไว้วางใจการทำหน้าที่ของ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก"
แม้จะรู้ว่าผลโหวตที่ออกมาพรรคร่วมรัฐบาลจะยกมือไว้วางใจ แต่สำหรับ "ฝ่ายค้าน" ก็ไม่ถือว่าเสียเปล่า เพราะไม่ได้คาดหวังกับเรื่องผลการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ที่คาดหวังก็คือกระแสสังคมที่มีต่อรัฐบาลหลังจากนี้ไปว่าจะออกมาเป็นอย่างไรต่างหาก
เพราะหากย้อนไปดูที่มาของการเปิดโปงสิ่งที่ฝ่ายค้าน เรียกว่าเป็นการทุจริตตั้งแต่ระดับนโยบาย ไปจนถึงการรวมกันฮั้ว และอาศัยคราบน้ำตาของประชาชน ที่กำลังถาโถมด้วยอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิตมาหากินกับงบของกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย
ซึ่งนอกจาก "พล.ต.อ.ประชา" ในฐานะผอ.ศปภ.ได้เซ็นลงนามในคำสั่งแต่งตั้งให้ส.ส.เข้ามาทำงานในศปภ.แล้ว ยังมีการเข้าไปหาประโยชน์กับเงินที่ประชาชนนำมาบริจาคให้ "ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย" (ศปภ.) เกือบ 1,000 ล้าน
รวมทั้ง สิ่งของบริจาค การใช้จ่ายงบประมาณของ ศปภ.ในด้านต่างๆ ที่หละหลวมจนทำให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการที่ล้มเหลวหลายเรื่อง
ส่วนมุมมองของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อการอภิปรายครั้งนี้กลับไม่ให้ความสนใจ เนื่องจากมองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านครั้งนี้ไม่มีประเด็นอะไรใหม่ที่เพิ่มเติมจากข่าวที่ปรากฏ แถมยังโอบอุ้ม "พล.ต.อ.ประชา" ว่าสามารถชี้แจงได้ครบถ้วน และที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำงานอย่างเต็มที่ แต่อาจมีข้อบกพร่องบ้าง และยืนยันหลังการอภิปรายจะไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี
ความจริงแล้วประชาชนก็ไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังและอยากเห็น คือ นักการเมืองที่พวกเขาหวังว่าจะฝากผีฝากไข้ในยามที่กำลังทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสในขณะนี้ จะนำพาพวกเขาก้าวพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างไร ชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไร น้ำจะลดลงเมื่อไหร่ จะกลับเข้าบ้านได้เมื่อไหร่ งานที่ทำอยู่นั้นจะสูญสลายไปกับสายน้ำหรือไม่
ท้ายที่สุดก็อยากรู้ว่าพวกเขาจะเอาอะไรกินหลังจากนี้ แต่กลับไม่มีคำตอบออกจากปากของท่านส.ส.ผู้ทรงเกียรติแม้แต่น้อย
จากนี้ไปก็เป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา ซึ่งรัฐบาลจะต้องเผชิญกับศึกนอกสภาหลายเรื่องที่จะถาโถมด้วยกัน คือ
1.ความเสื่อมประสิทธิภาพของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์ ที่อยู่เฟซบุ๊กและยูทูบหรือสังคมโซเชียลมีเดีย ที่แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน อันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย
2. วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่
3. ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้จะร่วมกันฟ้องรัฐบาล โดยสภาทนายความได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะทนกับสภาพไม่ไหว
4. การเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะการประชุมสภาสมัยหน้าเป็นสมัยนิติบัญญัติ ที่จะพิจารณากฎหมายเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่มีทางเลือกนอกจากเดินหน้านิรโทษกรรม เพราะได้เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว
แม้ข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ที่ให้คะแนน "พล.ต.อ.ประชา" สอบตก ไม่สามารถกลายเป็นพายุกระทบเก้าอี้ ให้สั่นสะเทือนได้ แต่ก็เชื่อว่าคนในบ้านเมืองนี้คงไม่เป็นบื้อใบ้ หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือวางเฉยกับรัฐนาวายิ่งลักษณ์ได้เพราะนับเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ที่ไม่ได้แสดงฝีมือแก้ปัญหาอุทกภัยหรือลบล้างคำครหา “รัฐบาลเพื่อพี่ชาย”
จะมีก็แต่กองทัพเท่านั้นที่เป็นหลักในการช่วยเหลือประชาชนในทุกหย่อมหญ้า มุ่งเข้าไปช่วยเหลือ ไม่เฉพาะอุทกภัยแต่รวมไปถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วย ไม่ว่าจะเป็น ภัยหนาว ดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคใต้ ฯลฯ
โดยกองทัพพยายามดึงตัวเองให้ออกห่างจากการเมืองและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรัฐบาลหรือฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล จนกลายเป็นวีรบุรุษในใจประชาชน
เท่านี้ก็คงจะพอฉายภาพให้เห็นเป็นอย่างดีว่าแล้วว่า ภาพลักษณ์ของรัฐบาลชัดเจนอย่างไร ก็อย่าให้ประชาชนถึงกับเข้าตาจน จนทนไม่ไหว ดังนั้นรัฐบาลควรจะรีบแก้มือช่วงปิดสมัยประชุมสภา เพื่อให้ผลงานเข้าไปอยู่ในใจประชาชนโดยเร็ว เพราะโอกาสมีไม่มากแล้ว “เรียนผูก-ก็ต้องเรียนแก้” ก่อนจะสายเกินไปกว่านี้



