
อภิปรายไม่มีผลแต่ศรัทธา'มีปัญหา'
อภิปรายไม่มีผลแต่ศรัทธา'มีปัญหา' : ขยายปมร้อน โดย สมถวิลเทพสวัสดิ์
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ"พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ผอ.ศปภ.) หากมองในมุมผู้ที่ติดตามข่าวสารการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ ศปภ.ถือว่าไม่มีข้อมูลใหม่มากนัก
เพราะเนื้อหาที่นำมาอภิปรายส่วนใหญ่"พรรคประชาธิปัตย์" เคยนำมาเปิดเผยแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน เป็นการอภิปรายทั่วไปของรัฐสภา ตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีปัญหาภัยพิบัติอันเนื่องมาจากอุทกภัยโดยไม่มีการลงมติ
ระยะเวลาที่ห่างกันเพียง2 สัปดาห์ การค้นหาข้อมูลมาอภิปรายจึงไม่แตกต่างไปจากของเดิม
และเชื่อว่า "พรรคประชาธิปัตย์" ก็น่าจะรับรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเน้นเรื่องการหาข้อมูลหลักฐานในเรื่อง "เอกสารทางราชการ" เพื่อใช้ประกอบข้อมูลที่มีอยู่
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านครั้งนี้ ไม่ได้หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล แต่ต้องการเน้นให้สังคมเห็นว่า การบริหารงานภายใน "ศปภ." มีความบกพร่อง ไม่ได้ดำเนินไปโดยสุจริต
แต่เป้าสำคัญที่"พรรคประชาธิปัตย์" ต้องการเน้นและโจมตีไม่เฉพาะ "ประชา" แต่เน้นที่ "ส.ส.พรรคเพื่อไทย" ที่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานราชการ เพื่อหาประโยชน์ภายใน ศปภ.อีกด้วย
สำหรับพรรคเพื่อไทย"ประชา" ถือเป็นข้าวนอกนา ไม่มีพรรคพวก ประสบการณ์ทางการเมืองค่อนข้างน้อย เมื่อถูกอภิปราย "การเก็บอาการ" จึงทำได้ไม่เท่านักการเมืองมืออาชีพ
บางครั้งการชี้แจงจึงเกิดอาการ"หลุด" ทั้งเรื่องการพูดและเรื่องที่มาของข้อมูลในการชี้แจงในห้องประชุม
สำหรับส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ "พรรคประชาธิปัตย์" พุ่งเป้า จะเห็นว่าเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน เคยมีมติยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสมาชิกภาพของ 7 ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย
ประกอบด้วยพล.ต.อ.ประชา, การุณ โหสกุล ส.ส.กทม., สุรชาติ เทียนทอง ส.ส.กทม., วิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม., จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม., วรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ และทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิถต์ ที่ฝ่ายค้านสงสัยว่าจะกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 265, 266
การอภิปรายครั้งนี้จึงเน้น"ตอกย้ำ" กระแสที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าการบริหารงานใน "ศปภ." เป็นไปโดยไม่สุจริต
ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ "สำนักวิจัยเอแบคโพลล์" มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "การอภิปรายการทุจริตถุงยังชีพในสายตาประชาชน" พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.3 คิดว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
จะเห็นว่าการอภิปรายจะมุ่งไปที่นักการเมืองในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารงานภายในศปภ. โดยเฉพาะ "เก่ง" การุณ โหสกุล ส.ส.กทม. ซึ่งกำกับดูแลพื้นที่ดอนเมือง และเป็นที่ตั้งของ "ศปภ."
ในช่วงแรกการเบิกจ่ายสิ่งของส่วนใหญ่จึงพุ่งเป้าไปที่"การุณ" โดยเฉพาะการนำเสนอคลิปของ "ศิริโชค โสภา" ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เน้นไปที่ "การุณ" มากกว่าส.ส.คนอื่น
เพราะนอกจากของบริจาคแล้วยังพุ่งไปที่การบริการจัดการเรื่อง "บิ๊กแบ็ก" ที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่าง "ปากเกร็ดกับดอนเมือง"
ดังนั้นการอภิปรายครั้งนี้"พรรคประชาธิปัตย์" จึงคิดว่าทางการเมืองไม่สามารถเอาผิดได้แต่เรื่องความน่าเชื่อถืออาจมีปัญหา
นอกจากนี้"พรรคประชาธิปัตย์" ยังเน้นไปที่ความผิดทางกฎหมาย เพราะถ้าพบว่าส.ส.เหล่านั้นผิดจริงก็ต้องถูกถอดถอน เพราะการยื่นอภิปรายในช่วงที่สภาใกล้ปิด ถือว่ากระชั้นชิดมาก
การอภิปรายจึงเน้นตีภาพลักษณ์การบริหารงานใน"ศปภ." ส่อไปในทางทุจริต และหวังกระแสสังคมให้ตัดสินต่อข้อมูลที่นำมาเสนอ
และภาพการอภิปรายครั้งนี้มีการประท้วงวุ่นวายจนแยกไม่ออกว่า "ใครอภิปรายใคร" ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล
โดยมี"ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ทำหน้าที่เป็นคนกลางและคอยสรุปประเด็นฝ่ายไหนกล่าวหาใครและวินิจฉัยว่าใครถูกผิด
เพราะตลอดการประชุมตั้งแต่ช่วงเย็นถึงดึกมีการถกเถียงกันตลอดเวลาจนเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการ"ประท้วง" และการใช้สิทธิ "พาดพิง"
ท้ายที่สุดการอภิปรายไม่ไว้วางครั้งนี้ไม่มีทางการเมืองแต่มีผลในเรื่อง "ความศรัทธา"!
มาตรา265 ระบุว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง
(2) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม
มาตรา266 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่นหรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น



