
'ทฤษฎีบิ๊กแบ็ก'มวลชนนำ'นักการเมือง'
'ทฤษฎีบิ๊กแบ็ก'จุดเริ่มมวลชนนำ'นักการเมือง' : ขยายปมร้อน โดย สมถวิลเทพสวัสดิ์
เริ่มมี"นักการเมือง" ในฐานะ"ผู้ประสบอุทกภัย" ขยับกันบ้างแล้ว หลังจากที่ผ่านมาเก็บอาการ "ช้ำ" ไว้ในใจไม่ออกมาร่วมเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์กรณีการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของ "หน่วยงาน" ที่เกี่ยวข้องเพราะส่วนใหญ่ก็เป็นพี่เป็นน้องเคยร่วมงานการเมืองร่วมกันมาเป็นส่วนใหญ่
เพราะอยากให้โอกาส"หน่วยงาน" ได้ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาอย่างน้อยระยะเวลาหนึ่งก่อน เนื่องจากกลัวถูกวิจารณ์ว่าการออกมาเคลื่อนไหวเป็นเรื่อง "การเมือง"
แต่เมื่อมี"ผู้ประสบอุทกภัย" หลายพื้นที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวทำให้"นักการเมือง" ในพื้นที่ต้องออกมาขยับแข้งขยับขาบ้าง จะเพราะทนสายตาของประชาชนรอบข้างที่รู้จักไม่ได้ หรือเป็นเพราะทนต่อการแก้ไขปัญหาหน่วยงานรัฐไม่ได้ก็สุดจะคาดเดา
หลังเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านในหมู่บ้านการ์เด้นโฮมในเขต ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี บุกเข้ารื้อแนวกั้นน้ำกระสอบทรายยักษ์ หรือบิ๊กแบ็ก ที่บริเวณแยก "กรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ" หรือ คปอ. เพื่อระบายน้ำท่วมขังที่มีปริมาณน้ำบางพื้นที่สูงกว่า 2 เมตรระบายออกนอกพื้นที่บ้าง เนื่องจากน้ำท่วมขังมานานกว่า 1 เดือน
แม้ว่าผลของการเปิดทางน้ำโดยการรื้อบิ๊กแบ็กออกจะทำให้ปริมาณน้ำในพื้นที่หมู่บ้านการ์เด้นโฮมไม่ได้ลดลงเป็นเมตร แต่อย่างน้อยก็ "ลดอารมณ์" ประชาชนในพื้นที่ลงได้อย่างมาก
เพราะที่ผ่านมาประชาชนที่อยู่เหนือคันบิ๊กแบ็กคิดว่าการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความเป็นธรรมมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องของระดับน้ำภายในคันบิ๊กแบ็กกับเหนือคันมีความแตกต่างกันอย่างมาก
จากพลังของ"ทฤษฎีบิ๊กแบ็ก" นี่เองทำให้ "นักการเมือง" ผู้ประสบภัยในพื้นที่จากที่เคยอยู่นิ่งๆ "ปิดปากเงียบ" เริ่มออกมาเปิดตัวและร่วมเคลื่อนไหว ในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะ"ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์" อดีตประธานรัฐสภา และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต" จ.ปทุมธานี ซึ่งถูกน้ำท่วมมาเป็นเดือนแล้ว ได้มีปฏิกิริยาจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้โดยอาศัยการสื่อสารผ่านทาง "โซเซียลมีเดีย"
โดยโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก "Arthit Ourairat" เนื้อหาตัดพ้อต่อว่า ศปภ.และ กทม. และจะทำหนังสือเป็นทางการด่วนถึง ผอ.ศปภ. และ ผู้ว่าฯ กทม.ให้ช่วยแก้ไขปัญหาด่วน รวมทั้งขอให้ กทม.ช่วยระบายน้ำลงคลองเปรมประชากร
ที่สำคัญ"ข้อความในเฟซบุ๊ก" ยังระบุเหมือนทำนองปลุกระดมหรือเชิญชวนทุกคนที่เห็นชอบ ถ้าภายใน 3 วัน ทางการยังไม่สนใจหรือเริ่มขยับตามข้อเรียกร้องจะปิดถนนวิภาวดีรังสิตทั้งขาเข้า ขาออก และโทลล์เวย์
ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ได้รับความสนใจจาก"สื่อมวลชน" จำนวนมาก เพราะดร.อาทิตย์ เคยเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายการออกมาเคลื่อนไหวจึงมีพลังและได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และดูเหมือน"พลังเสียง" ของ "ดร.อาทิตย์" จะได้รับการตอบรับจาก "นักการเมือง" ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ คือ "สัญญา สถิรบุตร" สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อดีตเคยทำงานการเมืองร่วมกับ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกรัฐมนตรี และ "สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกรัฐมนตรี
สำหรับ "สัญญา สถิรบุตร" บ้านพักในหมู่บ้านการ์เด้นโฮม ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร ปัจจุบันระดับน้ำในบ้านสูงกว่า 1 เมตร ต้องอพยพไปอาศัยบ้านเพื่อนที่หัวหินและล่าสุดอยู่ที่ จ.ระยอง
และเตรียมเข้าจับเข่าคุยกับ"ดร.อาทิตย์" หากทางการยังไม่มีเสียงตอบรับก็ประกาศพร้อมเดินหน้าไปกับแนวคิดของ ดร.อาทิตย์
ส่วน"นักการเมือง" ที่ขยับตามติด "ดร.อาทิตย์" คือ "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" อดีต รมว.คลัง และอดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ปัจจุบันมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านสีวลี ถ.พหลโยธิน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นอกจากบ้านพักแล้ว "สถานเสริมความงาม" ของภรรยาก็อยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมา"หมอเลี้ยบ" นพ.สุรพงษ์ ไม่กล้าออกหน้า เพราะกลัวปัญหาทางการเมือง แต่เมื่อเจอ "ทฤษฎีบิ๊กแบ็ก" ทาง "หมอเลี้ยบ" จึงต้องออกหน้ามาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ โดยประสานกับ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" ผู้อำนวยการ ศปภ. จะส่งตัวแทนไปยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อที่ ศปภ. บ่ายวันที่ 25 พฤศจิกายน
โดยขอให้1.รื้อบิ๊กแบ็กบริเวณดอนเมือง เพื่อบรรเทาน้ำท่วมขังภายในหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน 2.ขอให้วางบิ๊กแบ็กตามแนวสะพานแก้ว เพื่อป้องกันน้ำจากคลองรังสิต ไหลลงมาท่วมพื้นที่โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวังด้วย 3.ขอให้ช่วยสนับสนุนเครื่องสูบน้ำในหมู่บ้านเพื่อสูบน้ำออก
ความเคลื่อนไหวของนักการเมืองเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์"รื้อบิ๊กแบ็ก" ปกติการจัดมวลชนเพื่อเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองมักจะมี "นักการเมือง" ออกหน้าหรือเป็นตัวตั้งตัวตีอยู่เบื้องหลัง
แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้กลับมี"มวลชน" เป็นแกนนำทำก่อน "นักการเมือง"



