คอลัมนิสต์

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ :

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ :

25 พ.ย. 2554

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ : บทบรรณาธิการ

          วิกฤติศรัทธาในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดูจะหนักหน่วงมากขึ้นตามลำดับ ทั้งๆ ที่น้ำเพิ่งจะเริ่มลดในบางพื้นที่ แต่ "ตอ" กลับทยอยผุดเป็นทิวแถว โดยเฉพาะตอใหญ่เกี่ยวกับ  "สองมาตรฐาน" ในการบริหารจัดการน้ำแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและขาดการบูรณาการ จนความแตกแยกได้บานปลายไปเกือบทุกภาคส่วน อาทิ ระหว่างชุมชนนอกคันกั้นน้ำและชุมชนในคันกั้นน้ำ หรือระหว่างศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กับ กทม.เป็นต้น


          เชื่อว่าหลังจากน้ำลดแล้วความแตกแยกอันเนื่องจาก "สองมาตรฐาน" ในการเยียวยาและฟื้นฟูจะยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างภาคอุตสาหกรรมที่รัฐเร่งเข้าไปช่วยเหลือนักลงทุนต่างชาติเต็มที่นับแสนๆ ล้านบาท กับภาคเกษตร ซึ่งแทบไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลหรือได้รับน้อยมาก หรือจากความแตกต่างระหว่างการจัดสรรงบฟื้นฟูก้อนใหญ่นับพันนับหมื่นล้านบาทตามที่กระทรวงต่างๆ เร่งเสนอทันทีทันควัน เทียบกับความช่วยเหลือน้อยนิดแค่ 5,000 บาทที่ให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อไว้สักนิด


          เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งขณะที่ภาครัฐยังคลานต้วมเตี้ยมในการศึกษาบทเรียนที่เกิดขึ้น รวมทั้งการหายุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรน้ำในอนาคต ภาคสื่อและภาคเอกชนกลับเป็นหัวเรือใหญ่ที่จะศึกษาบทเรียนจากวิกฤติน้ำท่วม รวมทั้งร่วมกันกำหนดโมเดลการฟื้นฟูประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งเป็นลำดับแรก ผ่านการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน การให้องค์ความรู้และนวัตกรรม และการบริหารคน


          เพื่อแก้ไขความล้มเหลวที่เกิดขึ้นรัฐบาลควรจะส่งเสริมโมเดลการฟื้นฟูประเทศของภาคเอกชนเหล่านี้ รวมไปถึงการสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับ "ปัญหาน้ำ" ของสภาวิจัยแห่งชาติ โดยให้บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์การวิจัยชาติปี 2555-2559  ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องการบริหารจัดการน้ำใน 25 ลุ่มแม่น้ำ การศึกษาอุทกภัยในพื้นที่เสี่ยง ปัญหาน้ำแล้ง คุณภาพน้ำ แนวทางจัดการปัญหาขณะเกิดภัยพิบัติ การจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำในแต่ละภาคส่วน ในขณะที่เกิดการขาดแคลนน้ำ และการจัดการฐานข้อมูลกลางด้านน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ ฯลฯ


          การสนับสนุนนี้รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณเต็มที่สำหรับการศึกษาวิจัยปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืนซึ่งอย่างมากก็แค่เจียดงบหลายร้อยล้านบาท แต่ผลที่ได้นั้นคุ้มค่ายิ่งกว่าการต้องจัดสรรงบฟื้นฟูนับล้านล้านบาทเสียอีก ควบคู่ไปกับการมีความจริงใจในการบริหารจัดการปัญหาเหล่านี้ โดยไม่มีการเมืองเข้ามาแทรก ก่อนที่จะเกิดทุกข์ซ้ำซ้อนและซ้ำซากตามมานั่นก็คือภัยหนาวที่กำลังมาเยือน