
'สับขาหลอก'เพื่ออะไร
'สับขาหลอก'เพื่ออะไร : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี [email protected]
"ผมเชื่อว่าท่านไม่กลับ เพราะท่านเป็นพญาหงส์ไม่ลงหนองน้ำเล็ก ไม่เหมือนพวกที่ยังไม่เห็นข้อเท็จจริงก็ออกมาเฮ้ว รัฐบาลชุดนี้สับขาหลอกเป็น พอถูกสับขาหลอกเต้นเป็นเจ้าเข้าเลย"
ท่าทางพูดอย่างสะใจของร.ต.อ.เฉลิมอยู่บำรุง รองนายกฯ คนสำคัญที่เดินหมาก "สับขาหลอก" เรื่อง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ
ซึ่งมันก็จริงอย่างที่ร.ต.อ.เฉลิมว่า หากทักษิณพ้นคุก 2 ปี คดีที่ดินรัชดาฯ แต่ยังมีอีก 4 คดี ที่ศาลออกหมายจับไว้อีก กลับมาก็ต้องติดคุก คิดอย่างไรก็ไม่คุ้ม
แต่ถ้าจะยกยอปอปั้นหน่อยก็ต้องอย่างที่ร.ต.อ.เฉลิมว่า ทักษิณเป็นพญาหงส์ ไม่ลงหนองน้ำเล็ก...ไปโน่นแหละ
แล้วร.ต.อ.เฉลิมและคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็น่าจะรวมทั้ง ยิ่งลักษณ์ชินวัตร ที่จงใจไปติดอยู่ที่สิงห์บุรีจนต้องค้างอ้างแรม ตื่นเช้ามาก็โอ้เอ้ จนกลับมาเกือบจะไม่ทันประชุม ครม. แต่ถึงจะมีเวลาเหลือ แต่ก็กลับไม่มาร่วมประชุมเสียอย่างนั้น
ชาวบ้านเขาก็เลยพากันคิดว่างานนี้ "เสร็จเหลิม"
เพียงแต่ว่า"เสร็จ" นั้นมันอาจเป็นคนละเรื่องกัน
7 วันเต็มๆ ที่สังคมไทยอยู่ในอาการมึนงง ระคนหวาดระแวงการสับขาหลอกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
แต่เมื่อร.ต.อ.เฉลิมมาเฉลยว่า ที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะอยาก "เช็ก" ว่ากลุ่มคนที่ออกอาการตีตนไปก่อนไข้นั้นมีกลุ่มใดบ้าง
แค่นั้นเองหรือ?
ลงทุนสร้างฉากให้ยิ่งลักษณ์ไปซื้อยาสีฟันคอลเกตถึงสิงห์บุรีเพียงแค่อยากรู้ว่ากลุ่มใดจะออกมาต้านรัฐบาล ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า "ขาประจำ" นั้นมีกันอยู่แล้ว แค่นั้นเองหรือ
ก็ในเมื่อความเป็นจริงก็คือ7 วันเต็มๆ ที่กระแสสื่อที่ได้ทั้งคดีปล้นเงินบ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และเรื่อง พ.ร.ฎ.มาเบนให้เป้าหมายความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ ที่ได้รับการตอกย้ำแบบไร้เดียงสาจากเลขาฯ ศปภ.ว่า ศปภ.ทำงานไปแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้มีแผนวิเศษเลิศเลออันใดที่จะมาช่วยเหลือประชาชนคนไทยทั้งที่กำลังจะจมและที่น้ำกำลังจะไปถึง
ยิ่งลักษณ์เองก็ทำได้เพียงแค่สารภาพว่าศปภ. (รวมทั้งนายกฯ) ไม่มีความรู้เรื่องน้ำใน กทม.ต้องให้ กทม.เป็นคนจัดการ
ไม่มีความรู้กับไม่คิดที่จะรู้นี่มันต่างกัน !
ตลอดเวลานับแต่ยิ่งลักษณ์ก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีความผิดพลาดในการดูแลจัดการน้ำเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม่กระทั่งได้ตั้ง ศปภ.ขึ้นมาเพื่อถ่ายโอนเสียงตำหนิ ติเตียน แต่ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้นำประเทศก็ไม่พ้นที่จะถูกโจมตี และเริ่มบานปลายกระทบฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เพราะพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมนั้นล้วนแต่ "แดง" ด้วยกันทั้งนั้น
นอกจากนี้ช่วง7 วันที่ผ่านมาก็เป็นช่วงที่รัฐบาลถูกรุกทั้งจากด้านมวลชนที่กำลังจะจมน้ำ ทั้งฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชาพรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. ทั้งจากกลุ่มนักธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นที่เรียกร้องแผนการระบายน้ำ และการป้องกันในอนาคตมาตั้งแต่สัปดาห์แรกที่นิคมอุตสาหกรรมจม แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ
ใครจะคิดว่าในวันนี้รัฐบาลจะมีความชัดเจนว่า ความช่วยเหลือประชาชนอาจไม่ทั่วถึง หรืออาจทอดเวลาออกไป เพราะต้องกันงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อไปช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรม
7 วันที่ผ่านมา ได้บทสรุปตรงนี้
นั่นหมายความว่านับจากนี้ไปการกู้นิคมอุตสาหกรรมจะเริ่มต้นนับหนึ่ง
จริงอยู่การกลับมามีชีวิตอีกครั้งของนิคมอุตสาหกรรมทั้ง7 แห่งนั้น คือการเพิ่มตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะหมายถึงการอยู่ดีมีงานทำของคนในชาติ แต่เจ้ากรรมในภาวะที่โรงงานในนิคมอุสาหกรรมจมน้ำนานเกินไป
นอกจากจะเน่าเสียแล้วยังมีความวิตกกังวลว่ามีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง7 นั้นหรือไม่ เท่าใด
"ความรู้-ข่าวสาร" จากหน่วยงานรัฐที่แจ้งมายังประชาชนคนภายนอกมีเพียงว่าค่า "ออกซิเจน" ในบริเวณนั้นพอรับได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงการตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อหาสารปนเปื้อน ที่จะส่งผลต่อร่างกายผู้คนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวนั้นจะต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน และถูกต้องตามหลักวิชาการ
ในวันนี้การเริ่มต้นที่จะกู้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งเริ่มขึ้นแล้ว แต่ประชาชนคนที่ต้องรับน้ำจากอ่างขนาดใหญ่ทั้ง 7 ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง ว่าหากรอดพ้นจากวิกฤติมหาอุทกภัยแล้วจะรอดพ้นจากภัยสารเคมีที่มากับน้ำได้หรือไม่
ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะใส่ใจกับเรื่องนี้ !
ยังไม่นับน้ำในเขื่อนทั้งสามที่2 เขื่อนกักไว้ราว 99% อีก 1 เกินความจุเพราะมีถึง130% จะต้องระบายน้ำออกมาให้ได้ระดับ ก่อนที่ฝนใหม่จะโปรยปรายมาอีกครั้ง
รัฐบาลมองเพียงแค่ว่าจะเอาตัวเองรอดจากวิกฤติการเมืองและพาทักษิณกลับบ้าน ขณะที่ชาวบ้านยังต้องเผชิญกับวิกฤติซ้ำซ้อน และซ้ำแล้วซ้ำเล่า



