คอลัมนิสต์

อย่าเพาะความเห็นแก่ตัว

อย่าเพาะความเห็นแก่ตัว

24 พ.ย. 2554

อย่าเพาะความเห็นแก่ตัว : บทบรรณาธิการ

          เหตุการณ์ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วมขังพากันปิดถนนและรื้อแนวคันกั้นน้ำทั้งบิ๊กแบ็กและกระสอบทราย รวมทั้งเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำของกทม.และศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่พวกเขาต้องเผชิญมานานนับเดือน ถือว่าไม่ใช่เรื่องเกินคาดการณ์ เพราะตราบเท่าที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐยังยึดถือการบริหารจัดการน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติอื่นด้วยวิธีการแบบ "มีได้ก็ต้องมีเสีย" ขณะอุปกรณ์กั้นน้ำเช่นว่า ได้แบ่งประชาชนออกเป็นสองฝั่งสองฝ่าย เมื่อฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งย่อมต้องทนรับสภาพเป็นผู้เสียหาย ซึ่งต่อมาถูกเรียกด้วยคำปลอบประโลมผู้เสียสละ ซึ่งในทางกลับกัน หากจะพูดว่า ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องเฉลี่ยความทุกข์ และความวิบัติให้เท่าเทียมกัน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีการคิดแบบกำปั้นทุบดินเกินไป เพราะทางออกที่ดีที่สุดที่รัฐพึงยึดถือเป็นนโยบายก็คือ ต้องบริหารให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด


          คำว่า"ผู้เสียสละ" อย่างที่กล่าวขานถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ต้องทนทรมานอยู่กับน้ำครำเน่าเหม็น เพราะกทม.หรือศปภ.ไม่ยอมระบายน้ำออกจากบริเวณ เพื่อป้องกันไม่ให้ไหลบ่าเข้าท่วมย่านถิ่นที่เห็นว่า มีความสำคัญในกรณีที่ประเมินกันด้วยวิถีทางธุรกิจมากกว่าชีวิต จิตใจของผู้คนโดยทั่วไป เมื่อรัฐอุปโลกน์พวกเขาขึ้นมาอย่างไร้ซึ่งทางเลือกเช่นนั้น รัฐก็พึงจะต้องตระหนักว่า การการเยียวยาเอาใจใส่เป็นกรณีพิเศษถือเป็นเรื่องจำเป็น หาใช่เพียงแค่การประเมินด้วยหลักการเดียวกับผู้ประสบภัยส่วนอื่นๆ ด้วยข้ออ้างที่ว่า จำต้องปฏิบัติให้เสมอเหมือนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน การกระทำที่เถรทื่อดื้อดึงเช่นนี้ รังแต่จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ขณะที่จิตใจของผู้คนก็เริ่มแข็งขืนเกรี้ยวกราด ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากเกิดภัยพิบัติเช่นนี้ขึ้นอีก นอกจากรัฐจะไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ ในการแก้ปัญหาแล้ว พวกเขาเองก็จะแบ่งฝักฝ่ายป้องกันตนให้พ้นภัยเฉพาะหน้า มากกว่าที่จะคำนึงถึงความอยู่รอดโดยองค์รวม


          นอกจากการเยียวยาเป็นกรณีพิเศษแล้วสิ่งสำคัญที่รัฐจะต้องพิจารณาใคร่ครวญให้จงหนักในลำดับถัดไปก็คือ ปรัชญาการบริหารจัดการน้ำ ที่จะต้องเลือกเดินสายกลางระหว่างความพยายามเอาชนะธรรมชาติอย่างสุดโต่ง หรือว่าการปรับวัฒนธรรม วิถีชีวิตซึ่งเป็นเรื่องลำบากยากยิ่ง เพราะการต่อกรกับภัยน้ำท่วมในรูปแบบของพนังกั้นน้ำได้มีบทเรียนให้เห็นกันแล้วว่า มีแต่จะบ่มเพาะความเห็นแก่ตัว โดยถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องแพ้พ่ายอย่างราบคาบ ขณะการวางผังเมืองในรูปแบบเดิมที่ไม่ได้เน้นคูคลองระบายน้ำก็ยากเกินกว่าจะแก้ไขเสียแล้ว จึงเชื่อว่า ถ้าหากเลือกใช้วิธีการผสมผสานระหว่าง การมุ่งเน้นระบายน้ำด้วยวิถีทางธรรมชาติกอปรกับการปรับผังเมือง ด้วยการบูรณะคูคลองให้รองรับน้ำได้มากที่สุด น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย ที่ต่อไปไม่จำเป็นต้องมีคนได้และคนเสีย และการวิวาทรุนแรงอีก