คอลัมนิสต์

งานจราจรกับภาพลักษณ์ของตำรวจ

งานจราจรกับภาพลักษณ์ของตำรวจ

23 พ.ย. 2554

งานจราจรกับภาพลักษณ์ของตำรวจ : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

           งานจราจรอาจจะไม่ใช่สายงานที่ดูโดดเด่นเนื่องจากมิได้สร้างชื่อให้แก่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานเฉกเช่นงานสายปราบปราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามยาเสพติดซึ่งกลายเป็นเป้าหมายหลักที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ลั่นวาจาไว้ว่าจะทำให้ประสบผลสำเร็จให้จงได้ ดังจะเห็นได้จากบทบาทของพระเอกจอแก้วที่บรรดานายๆของตำรวจมักชอบใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ตนเองในการโชว์ให้นาย (และผู้มีอำนาจ) เห็นและจดจำได้นั้นก็ไม่มีบทแสดงในฐานะของงานจราจรประกอบกับบรรดาสื่อมวลชนเองก็เล่นข่าวด้านจราจรไม่เป็นเช่นกัน ในเมื่อไม่มีเวทีโชว์ย่อมไม่มีนักแสดง นั่นเป็นเรื่องธรรมดา
   
           “บางคนขนาดทุ่มทุนสร้างในการโชว์ยังไม่ชัวร์เลยกับการแต่งตั้งที่ผ่านมาแล้วนี่ไม่มีบทให้โชว์จะเกิดได้อย่างไร” นายตำรวจใหญ่แสดงความคิดเห็นพร้อมอธิบายว่าในโลกของตำรวจนั้นการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนผ่านสื่อมวลชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในการใช้เป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญของการมีผลงาน (เทียม?) เพราะอย่างน้อยก็ยังมีผลทำให้ผู้มีอำนาจคุ้นหูและจดจำได้ ถึงแม้ว่าใครๆ ต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่า งานโชว์นั้นไม่แตกต่างจากการสร้างภาพหรือการจัดปาหี่เท่าใดนัก แต่ก็สามารถสร้างกระแสสังคมและมีผลต่อการจดจำได้พอสมควรเพราะถึงอย่างไรบรรดาตำรวจทั้งหลายย่อมรู้กันเป็นอย่างดีว่าการวิ่งเข้าหารวมถึงการประกาศตัวต่อผู้มีอำนาจว่าจะยืนอยู่เคียงข้างเคียงบ่าเคียงไหล่ไม่ว่าผู้มีอำนาจจะตกต่ำเพียงใดก็พร้อมที่จะทุ่มกายถวายชีวิตทำเพื่อให้ผู้มีอำนาจได้ในสิ่งที่อยาก?
   
           ในเมื่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนมิได้ทำให้เกิดความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ ไม่ได้ทำให้มีอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์มากขึ้น ดังนั้นประชาชนก็ย่อมที่จะมีฐานะเป็นเพียงตัวสำรองหรือฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งที่จำเป็นต้องแสดงเพื่อไม่ให้เกิดการครหาได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มัวแต่เฝ้านายหรือนักการเมืองเท่านั้น แต่หากวิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่างานจราจรเป็นงานสำคัญที่สามารถสร้างชื่อเสียงและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ตำรวจได้อย่างโดดเด่นไม่น้อยกว่างานสอบสวน งานสืบสวน หรืองานป้องกันอาชญากรรมเลย เพียงแต่ตำรวจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและให้ความหมายของคำว่างานจราจรเสียใหม่ การจำกัดขอบเขตของงานจราจรให้เหลือเพียงแค่การอำนวยความสะดวกด้านการจราจรนั้นนับได้ว่าเป็นกรอบความคิดที่คับแคบและทำให้ตำรวจติดกับดักจนทำให้คุณค่าของงานจราจรต่ำต้อยเกินความเป็นจริง ทั้งๆ ที่งานจราจรนั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางไปถึงการช่วยชีวิตคนไทยให้รอดพ้นจากความตายด้วยสภาพที่น่าอเนจอนาถอยู่กลางถนนวันละกว่า 30 ศพทุกๆวัน ซึ่งยังไม่นับรวมคนเจ็บและผู้พิการจำนวนมหาศาลด้วย
   
           การสร้างสิ่งจูงใจในการทำงานด้านจราจรผ่านการจ่ายเงินค่าตอบแทนซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนแบ่งค่าปรับเมื่อตำรวจจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรได้นั้นเป็นบริบทเชิงเงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจต่ำต้อยผ่านการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นการจับปรับ จับปรับ และจับปรับ โดยมิได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดการแก้ไขที่มาของพฤติกรรมการละเมิดกฎหมายจราจรอย่างแท้จริง อีกทั้งประสิทธิภาพของการจับปรับก็ยังไม่มีความยุติธรรมเนื่องมาจากไม่สามารถแก้ไขพัฒนาวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยได้ ผู้กระทำผิดกฎจราจรที่มีพวกก็สามารถที่จะได้รับโทษเพียงการว่ากล่าวได้ แต่ถ้าไร้พวกก็ต้องถูกดำเนินการไปตามกฎหมาย น่าดีใจที่มีเสียงแว่วๆ จากท่าน ผบช.น. พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ที่ว่า “ที่ยืนตามด่าน ซุ่มจับ ต้องเลิก ไม่เอา...ไม่ใช่เดินรอบรถแล้วหาทางจับ เรื่องนี้ไม่ชอบมานานแล้ว ไม่ควรตั้งเป้าจับ"
   
           ดังนั้น หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้วยวิธีง่ายๆ งานจราจรอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญในการกำหนดผู้บริหารตำรวจที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มุ่งมั่นในการทำงาน และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาดูแลรับผิดชอบ มิใช่ปล่อยให้ใครๆ เขาวิจารณ์ได้ว่า แม้แต่งานจราจรก็ยังขี้เหร่!