
'ใจถึง-พึ่งได้'เข้าตานายใหญ่เต็มๆ
'ใจถึง-พึ่งได้'เข้าตานายใหญ่เต็มๆ : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา
สถานการณ์น้ำท่วมกำลังเข้าสู่ภาวะที่ "ควบคุมได้" ต่างกับสถานการณ์ของรัฐบาลที่ต้องเหยียบเบรกจนหัวทิ่มสำหรับ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ที่รัฐบาลได้พิจารณาไปและส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณา แต่ยังไม่ทันเห็นผลประการใด ทักษิณ ชินวัตร ก็ร่อนจดหมายมาเบรกกระแสสังคมว่า ไม่ขอรับอานิสงส์ด้วย
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่จะจบลงได้ง่ายๆ ในเมื่อรถไฟสายอภัยโทษออกจากสถานีไปพักใหญ่แล้ว
การจะหยุด หรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการเดินทางของรถไฟสายนี้ ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าจะเอาอย่างไร จะฟังเสียงพี่ชาย หรือฟังกระแสสังคม หรือจะทำมึนๆ แล้วปล่อยให้เดินทางไปสู่เป้าหมาย
เพราะชัดเจนว่า ถึงแม้ ทักษิณ จะบอกว่า "ไม่เอา" แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้า "จัดให้" คำปฏิเสธก็ไม่เป็นผลทางกฎหมาย
มีก็แค่ลดกระแสกดดันรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่านั้น
วัดใจกันก็ในการประชุม ครม.อังคารที่ 22 พฤศจิกายนนี้ ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเอาอย่างไร จะทำเป็นมึนแล้วโดดประชุมเหมือนกับครั้งที่มีการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ เดี๋ยวได้รู้กัน
เพราะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะเจ้าภาพปล่อยนักโทษนั้น ยืนยันก็แค่ว่า ไม่ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ที่ผ่านมาก็พูดอย่างนี้
แต่เอาเป็นว่า งานนี้คนที่โดดเด่นชัดเจนชนิด เข้าตาทักษิณ ไม่มีใครเกิน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ เรื่องราวที่ ร.ต.อ.เฉลิม ทำนั้น ล้วนแต่ไม่ธรรมดา
งานแรกที่เข้าตา และเข้าทางก็คือ การจัดการให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ญาติ "หญิงอ้อ" พจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภริยาตามกฎหมายของ ทักษิณ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ยินยอมที่จะลุกจากเก้าอี้ เพื่อไปรับตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยที่ ถวิล เปลี่ยนศรี ถูกเด้งทั้งที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ที่ดูแล สมช.เอง ยังไม่รู้เรื่องว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาถูกย้าย
แต่เอาเถอะจะข้ามหน้าข้ามตากันอย่างไร ผลที่ออกมาก็คือ ญาติหญิงอ้อ ได้เป็น ผบ.ตร.ก็แล้วกัน
นั่นอาจเรียกได้ว่าเป็นบันไดขั้นที่ 1
แต่ช่างบังเอิญเหลือกำลัง ที่ระหว่างนั้นกระทรวงวัฒนธรรมดันไปผลักดันแก้กฎหมายเปิดทางให้ ผบ.ตร.มีอำนาจสั่งปิดสื่อได้อย่างพอดิบพอดี
เสียแต่ว่า เรื่องนี้เร่งรีบเพื่อให้ทันกับอะไรต่อมิอะไรจนเกินเหตุ ก็เลย "ดัน" แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่ทันได้ดูว่า รัฐธรรมนูญเขาเขียนปกป้องความเป็นอิสระของสื่อเอาไว้แล้ว อำนาจปิดสื่อที่เอาไปยัดใส่มือ ผบ.ตร.ก็เลยเป็นแค่ ลมพัดผ่าน
คนที่ส่ง หรือผลักดันก็คงจะได้แต่ "เสียดาย" หาไม่แล้วอะไรต่อมิอะไรก็คงง่ายกว่านี้
อย่างน้อยๆ ตอนที่ผลักดัน พ.ร.ฎ.อภัยโทษก็คงจะถูกสะกิดสะเกาน้อยกว่าที่เป็นอยู่ การจะถามจะไถ่ให้รัฐบาลเปิดรายละเอียดก็คงจะทำแบบกล้าๆ กลัวๆ ไม่เหมือนอย่างที่เป็นเช่นทุกวันนี้
ถามทุกวัน ตีข่าวทุกวัน จนกลุ่มพันธมิตรที่หลายคนแม้จะสำลักน้ำอยู่ ก็ยังอุตส่าห์ออกมาชุมนุมเรียกน้ำย่อยที่สวนลุมพินีเมื่อวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน
จะว่าไปก็เสียดายเหมือนกัน ที่ ทักษิณ ชิงออกมาลดกระแสเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วคงได้ดูกันว่า กลุ่มพันธมิตรที่ว่าแตกคอ ที่ว่า "ปลุกไม่ขึ้น" นั้น เอาเข้าจริงจะมีสักแค่ไหน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นพลังที่แท้จริงของพันธมิตร ในเมื่อรัฐบาลไม่ได้เอาพระราชกฤษฎีกามาโชว์ให้เห็นกันจะจะว่า ไม่มีการเพิ่ม-ลด เงื่อนไข เพื่อให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้อานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้
ทั้งที่ความจริงผู้คนในสังคมเขาถามกันเพียงแค่ว่า ตกลงได้ตัดคุณสมบัตินักโทษคดีทุจริตออกหรือไม่ แต่ได้เพิ่มคุณสมบัติให้แก่ผู้ต้องโทษโดยที่ยังไม่เคยมาติดคุกรับโทษด้วยหรือไม่ เท่านั้น
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.ประชา หรือแม้แต่จะให้ ร.ต.อ.เฉลิม จะมายืนยันว่า ไม่ได้ทำเพื่อคนคนเดียว ก็คงไม่อาจทำให้ผู้คนในสังคมวางอกวางใจได้
แต่จะกลายเป็นว่า ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้เชื่อว่ารัฐบาลกำลังจะ "ฟอก" ทักษิณ โดยอ้างถึงกรอบของกฎหมายที่รัฐบาลนี้สามารถกำหนดได้
ถึงแม้ผู้คนในสังคมจะคับข้องใจ แต่โทษทีการปฏิบัติหน้าที่ของ ร.ต.อ.เฉลิม กลับเข้าตา ทักษิณ ชนิดเต็มๆ
เพราะประชุม ครม.พิจารณา พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ก็นั่งหัวโต๊ะที่ประชุม เนื่องจาก ยิ่งลักษณ์ ค้างแรมอยู่ที่ สิงห์บุรี เลยมาไม่ทันประชุม ครม.
"ใจถึง-พึ่งได้" ทักษิณน่าจะกำลังมองบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิม อย่างนั้น
ไม่แน่ว่า หลังผ่านมหาวิกฤติอุทกภัยนี้ไปได้ ปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นกับ ร.ต.อ.เฉลิม เพราะสภาพของ ยิ่งลักษณ์ นั้น ทุลักทุเลเสียยิ่งกว่าคนบางบัวทอง หรือคลองสามวา ที่นับวันสถานการณ์มีแต่จะย่ำแย่เละเทะ
ทางออกสำหรับทักษิณจึงมีอยู่เพียงทางเดียว เพื่อรักษาอำนาจรัฐ และรักษาน้องสาว ก็คือ เปลี่ยน ครม.ทั้งคณะ ยกเว้นว่าจะถูลู่ถูกังกันไปให้มันเละไปกว่านี้



