คอลัมนิสต์

เดิมพันศักดิ์ศรี

เดิมพันศักดิ์ศรี

21 พ.ย. 2554

เดิมพันศักดิ์ศรี : บทบรรณาธิการ

             คดีคนร้ายกลุ่มหนึ่งเข้าปล้นทรัพย์ในบ้านของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ถือเป็นคดีสำคัญยิ่งที่ท้าทายความเกียรติภูมิของพนักงานสอบสวน ทั้งยังจะเป็นเครื่องพิสูจน์การทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ด้วยเหตุที่ผู้ต้องหาอ้างว่าเงินของกลางที่ปล้นไปนั้นมีมากถึง 200 ล้านบาท ซ้ำยังเห็นว่าในบ้านของนายสุพจน์ยังมีเงินอยู่อีกจำนวนมหาศาล จนเกิดเป็นข้อสงสัยที่นายสุพจน์เก็บเงินสดจำนวนมากไว้ที่บ้าน และเงินสดเหล่านั้นได้แสดงบัญชีทรัพย์สินเอาไว้กับ ป.ป.ช.หรือไม่ อย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็คือ ที่มาของเงินเหล่านั้น
   
           อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้ดูเหมือนจะไม่ซับซ้อนในการหาตัวผู้กระทำความผิด แต่อีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็นความละเอียดอ่อน และท้าทายศักดิ์ศรีของตำรวจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม้น้ำหนักคำให้การของผู้ต้องหาไม่อาจเชื่อถือได้มากนักก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเค้ามูลว่าทรัพย์ที่ปล้นไปนั้นมีจำนวนมหาศาลจริงๆ เช่นนี้แล้ว สังคมจึงต้องการเห็นความโปร่งใสในการทำคดีที่กำลังถูกจับตาว่าจะเป็นไปในลักษณะสมคบคิดหรือไม่ ด้วยเหตุที่ว่า ถ้าเงินของกลางมีจำนวนมาก ขณะที่ปลัดกระทรวงคมนาคมเองก็อาจจะไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้ชัดเจน จึงเป็นที่หวั่นเกรงกันว่า ของกลางจะหายหกตกหล่นไประหว่างการดำเนินคดี ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ใครเสียประโยชน์ โดยเฉพาะคดีนี้เป็นคดีอาชญากรรมที่ค่อนข้างแปลก เพราะเจ้าทรัพย์เองยืนยันมาตลอดว่า ของกลางมีไม่มากอย่างที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง และดูเหมือนว่า ตำรวจก็กำลังจะคล้อยตามไปเช่นนั้น
   
           คดีนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตตำรวจกองปราบปราม ที่คลุกคลีอยู่กับงานสืบสวนสอบสวนมายาวนาน และทำหน้าที่กำกับดูแลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย่อมจะต้องทราบดีว่า การทำคดีมีเดิมพันสูงมากทีเดียว เพราะเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของตำรวจ อีกทั้งยังมีหน่วยงานอื่นเป็น ป.ป.ช. ปปง. และดีเอสไอ ยื่นมือเข้ามาสู่กระบวนการด้วย หรือจะว่าไปก็เหมือนกับเป็นหน่วยงานคอยกลั่นกรองหรือตรวจสอบซ้ำอีกชั้นหนึ่งด้วย ซึ่งทางออกที่ดีที่สุด คือจะต้องทำคดีให้เต็มกำลังความสามารถ มีความโปร่งใส ผ่านการตรวจสอบทั้งจากภาคสังคม และผู้กำกับดูแลในทุกขั้นตอน เพื่อให้สังคมเชื่อได้แน่ว่า ผลสรุปที่ออกมา จะเป็นที่วางใจได้ว่า มีความเที่ยงธรรม และไม่เข้าลักษณะสมคบคิด