
เป่านกหวีดก่อน'ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย'
เป่านกหวีดก่อน'ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ แม้ว่าบางจุดปริมาณน้ำเริ่มลดลง แต่เริ่มมีปัญหาขยะล้นเมือง โรคระบาดเข้ามาแทนที่ ยังไม่รวมเรื่องปัญหาทางสังคมอีกหลายเรื่องที่รอการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง
ขณะที่ปัญหา "อุทกภัย" กำลังเป็นจุดสนใจของคนส่วนใหญ่ พร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของ "รัฐบาล" และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข่าวการงุบงิบผ่าน "ร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ" ของ "คณะรัฐมนตรี" ได้ดึงความสนใจข่าวน้ำท่วมได้ไม่น้อย
จากนี้ไปให้จับตา "การเมือง" จะมีเริ่มมีความเข้มข้นมากกว่าสถานการณ์ "บ้านเมือง"
เพราะหลังการผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษได้เกิดกระแสทั้งฝ่ายสนับสนุนและกลุ่มคัดค้าน
โดยเสียงที่คัดค้านพากันคิดว่า การแก้ไขหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้เข้าข่ายจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ และประเด็นการตัดบัญชีลักษณะความผิดท้าย พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และทุจริตคอรัปชั่นออกไป เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" พี่ชาย "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี โดยตรง
ขณะที่เสียงสนับสนุนพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษก็มองว่า การผ่านร่างดังกล่าวไม่ใช่ต้องการที่จะขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังมีนักโทษอีก 2.6 หมื่นคน ที่ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ด้วย
ดังนั้นเมื่อมีประเด็นที่มีส่วนได้เสียกับกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวกรณี "ทักษิณ" ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงในสังคมอีกครั้ง กลุ่มที่เคยมีความคิดเห็นสวนทางกันจึงเริ่มออกมาเคลื่อนไหว
หลายฝ่ายเริ่มแสดงความเป็นห่วงว่า การเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองรอบสอง
เห็นได้จากการขับเคลื่อนของแต่ละฝ่ายในขณะนี้ เหมือนรู้ยุทธศาสตร์คู่แข่ง ต่างฝ่ายดูเหมือนมีการจัดการเป็นระบบคล้ายถูกกำหนดเอาไว้แล้วล่วงหน้า!
เมื่อฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ "ผู้นำ" เกิดการเพลี้ยงพล้ำจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาด ไม่แสดงภาวะความเป็นผู้นำ ไม่กล้าตัดสินใจ รวมทั้งการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมล้มเหลว โดยเฉพาะปัญหา "ถุงยังชีพ" ที่ถูกวิจารณ์เรื่องคุณภาพและราคาสิ่งของภายในถุงยังชีพ รวมทั้งแจกจ่ายเฉพาะพื้นที่คะแนนเสียงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่
ฝ่ายค้านจึงอาศัยการบริหารที่ผิดพลาด ยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรวม 7 คน โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายนนี้
จุดนี้ถือเป็นวิถีการตรวจสอบการเมืองในสภาระหว่าง "ฝ่ายค้านและรัฐบาล"
ขณะที่ "การเมืองนอกสภา" ต่างก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม วันที่ 22 พฤศจิกายน "กลุ่มสยามสามัคคี" และเครือข่าย จะยื่นหนังสือต่อ "พล.อ.ธีรเดช มีเพียร" ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน จะนัดชุมนุมกันที่สวนลุมพินี เวลา 16.00 น.
ถือเป็นการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน กลุ่มสยามสามัคคี พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง "พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ซ้ำเติมวิกฤติประเทศไทย" ที่อาคารสโมสรพลเมืองอาวุโสแห่งเมืองกรุงเทพ ซึ่งมีคนไปร่วมชุมนุมประมาณ 1,500 คน
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว นำโดย "ขวัญชัย ไพรพนา" ประธานชมรมคนรักอุดร ได้เปิดเวทีปราศรัยสนับสนุนพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ทั้งที่ จ.อุดรธานี และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ จ.ขอนแก่น และเตรียมขยายเวทีไปอีกหลายพื้นที่ในภาคอีสาน
ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "มวลชน" ที่มีความเห็นต่างและเริ่มออกมาเคลื่อนไหว ส่วนแต่ละฝ่ายจะมีใคร "ให้ท้าย" หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
แต่คำถามเกิดขึ้นมากมายกับรัฐบาล ทำไมต้องออก พ.ร.ฏ.พระราชทานอภัยโทษที่มองว่าเอื้อ "ทักษิณ" เหมือนกับ "สร้างปัญหาซ้อนปัญหา" ให้แก่รัฐบาลเพิ่ม เพราะเพียงแค่แก้อุทกภัย "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ก็ยากจะรับไหว เพราะสุดท้ายสถานการณ์บานปลายเกินเอาอยู่
จดหมายฉบับภาษาไทยที่ "ทักษิณ" เขียนด้วยลายมือตอนหนึ่งระบุว่า "จากการเสนอพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษประจำปีซึ่งปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 ปี จึงมีข่าวว่าอาจจะมีผมรวมอยู่ด้วย ผมมั่นใจในหลักการที่ว่ารัฐบาลจะไม่ทำการใดๆ ที่ให้ประโยชน์แก่ผมหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ยิ่งกว่านั้นการกระทำใดๆ ในช่วงนี้ต้องเป็นไปเพื่อนำประเทศสู่ความปรองดองและฟันฝ่าวิกฤตจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมใหญ่เท่านั้น"
"ทักษิณ" ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธว่ามีส่วนได้เสียกับร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฉบับนี้หรือไม่
แต่หากมองอีกด้าน การออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษครั้งนี้ ถือเป็น "ไพ่ใบสุดท้าย" ที่ "ทักษิณ" เหลืออยู่ในมือ ช่วงเวลาและอำนาจขณะนี้ถือว่าเหมาะที่สุด
หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึงปีหน้า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะเกิดผลกระทบลุกลามไปหลายเรื่อง ปีหน้าจะเป็นปีที่รัฐบาลต้องเจอศึกหนัก ทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม แรงงาน เรียกว่ารัฐบาลจะเจอปัญหาทุกด้าน
ดังนั้นการทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้อาจทำไม่ได้ คะแนนนิยมเริ่มตกต่ำ การอาศัยสถานการณ์ช่วงที่คนกำลังสนใจอยู่กับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจึงถือว่าดีที่สุด
การผ่านร่างพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษจึงเป็นทางออกเดียวที่น่าเสี่ยงที่สุด อย่างมากก็แค่ "เลือกตั้งใหม่" ซึ่งก็มั่นใจได้ว่า "พรรคเพื่อไทย" จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก เพราะมั่นใจในเสียงมวลชนที่สนับสนุน
ขนาดให้น้องสาวมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังช่วย "พี่ชาย" กลับประเทศไม่ได้ แล้ว "ทักษิณ" จะหวังพึ่งพาใครได้อีก
เมื่อเดินทางมาจนสุดทางแล้วเดินต่อไปไม่ได้ บุคลิกของ "ทักษิณ" เป็นคนฉลาด กล้าได้ กล้าเสีย ชอบเสี่ยง เมื่อเวลาใกล้หมดหนทางกลับบ้านเริ่มริบหรี่ จึงจำเป็นต้องใช้ทุกวิถีทาง เพื่อ "ล้มกระดาน" ให้ได้สิ่งที่ต้องการกลับมาอีกครั้ง
.......................
(หมายเหตุ - เป่านกหวีดก่อน'ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



