คอลัมนิสต์

วิกฤติซ้อนวิกฤติ

วิกฤติซ้อนวิกฤติ

20 พ.ย. 2554

วิกฤติซ้อนวิกฤติ : บทบรรณาธิการ

            ได้เห็นปฏิกิริยาของคนในชาติอันเกี่ยวเนื่องจากการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ ในวาระพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา เนื่องในโอกาส 5 ธันวาคม 2554
   
          ฉบับหมกเม็ดของคณะรัฐมนตรีดูท่าว่าการสร้างความปรองดองในประเทศคงต้องหยุดพักไปก่อน แม้ก่อนหน้านี้ในยามวิกฤติน้ำท่วมพอจะมองเห็นความสมานฉันท์รางๆ จากความเห็นอกเห็นใจกันและกันของคนในชาติก็ตาม แต่สุดท้ายรัฐบาลกลับสุมไฟการเมืองขึ้นมาบนสถานการณ์น้ำอย่างเร่งรีบเพื่อคนบางคนขณะที่ทุกข์ภัยขอคนในชาติยังไม่ทันผ่านพ้นไป
   
          การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มิใช่จะมีเพียงวาระ "ลับ" เกี่ยวกับการออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษเท่านั้น แต่ยังมีเรื่อง "ลวง" ที่ น.ส.ยิ่งลกษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ติดเกาะไม่สามารถเข้าประชุมได้ เปิดโอกาสให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี "พราง" ไปนั่งหัวโต๊ะบัญชาการเสร็จสรรพห้ามผู้ใดออกมาคายในที่แจ้ง และถึงแม้จะอ้างว่าไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี นักโทษหนีคดีอยู่ในขณะนี้ เพราะผู้ได้รับการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้มีถึง 2.6 หมื่นคนก็ตาม แต่เงื่อนไขที่แก้ไขกลับมีวาระซ่อนเร้น
   
          นั้นคือคุณสมบัติของนักโทษที่เข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี นอกจากนั้นยังมีการตัดคำแนบท้ายของ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ.2553 ฉบับที่เขียนสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเนื้อหาระบุว่า ผู้คนที่เข้าข่ายได้รับอภัยโทษจะต้องเป็นโทษที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติด และไม่เกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นออก ทั้งยังไม่มีการระบุถึงระยะเวลาการเข้ารับการรับโทษ ซึ่งเท่ากับว่า พี่ชายนายกรัฐมนตรีเข้าข่ายได้รับการขอพระราชทานอภัยโทษไปโดยปริยาย
   
          ถึงแม้ว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีวาระลับเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษนั้นจะเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ต้องการให้มีการเผยแพร่ก่อน เกรงจะเกิดความวุ่นวายตามมาได้ เมื่อประชุมเสร็จก็จะแถลงเพียงแค่หัวข้อข่าวว่า ครม.เห็นชอบและส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาต่อไป แต่ครั้งนี้มีคำสั่งจากประธานที่ประชุมห้ามแพร่งพรายเด็ดขาดทำให้ยิ่งน่าสนใจไปอีกลำดับหนึ่ง อีกทั้งเนื้อหาของ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษแต่ละฉบับแต่ละรัฐบาลแม้จะไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดเหมือนกันก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนสาระสำคัญสมควรทำหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน
   
          รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างตลอดเมื่อเข้ามาบริหารประเทศว่าจะรักษายึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม และสร้างความปรองดองให้คนในชาติ แต่เพียงแค่ 3 เดือนรัฐบาลกลับอ้างเสียงข้างมากของประชาชนที่ให้การสนับสนุน จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มสองสีสร้างวิกฤติซ้อนวิกฤติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งทั้งที่บทเรียนความสูญเสียในอดีตยังตามหลอกหลอนเจ็บปวดจนถึงปัจจุบัน