
พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ช่วยหรือ'เรียกแขก'
พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ช่วยหรือ'เรียกแขก' : ขยายปมร้อนโดยโต๊ะการเมือง
การตั้งกระทู้ถามสดของ "ฝ่ายค้าน" เพื่อถามรัฐบาลเกี่ยวกับ "ร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ...." หลังมีข่าวว่ามีการแก้ไขหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้เข้าข่ายจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ
โดยเฉพาะประเด็นการตัดบัญชีลักษณะความผิดท้าย พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และทุจริตคอรัปชั่นออกไป
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตการพิจารณา "ร่างพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ" ของรัฐบาลทั้งที่เป็นเรื่องดีไม่น่าเป็นความลับ แต่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กลับมีพฤติกรรมชวนให้สังคมเกิดความสงสัย
การตอบกระทู้ครั้งนี้ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลงานกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก "นายกรัฐมนตรี" ให้เป็นผู้ชี้แจงแทน
โดยยืนยันว่า "หลักเกณฑ์การออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ไม่ได้ระบุชื่อใคร และผ่านการตรวจสอบและพิจารณาโดยกรรมการของกระทรวงยุติธรรม ข้าราชการหลายระดับ ซึ่งกรรมการชุดดังกล่าวเป็นชุดเดียวกับที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แต่งตั้ง"
และย้ำว่า "ทำตามกฎหมาย ไม่ได้เจาะจงผู้หนึ่งผู้ใด ดังนั้นรัฐบาลจะออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ อย่างไรก็ได้ เพราะเป็นเรื่องของรัฐบาล หากผิดก็ติดคุก"
ส่วนสาเหตุที่ต้องทำเป็นความลับ "สารวัตรเหลิม" บอกว่า เพราะรักษาความในประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง ที่ต้องรักษาความลับไว้ หากไม่ทำเช่นนั้นอาจถูกยื่นถอดถอนได้ ฐานทำผิดวินัย
"เหตุที่เผยแพร่ไม่ได้ เพราะยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งเมื่อ ครม.เสนอเข้าสู่ชั้นพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกาอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นผมจะตอบในรายละเอียดได้อย่างไร" ถ้อยคำที่ ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงต่อสภา
หากประชาชนทั่วไปฟังกระทู้ถามสดเรื่องนี้ในสภาก็อาจสงสัยว่า จะเชื่อใครดี โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องข้อกฎหมายก็อาจจะงง จับต้นชนปลายไม่ถูก
เพราะปกติที่เป็นข่าวให้เห็นทั่วไป การทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ "อธิบดีกรมราชทัณฑ์" จะเป็นต้นเรื่องทำเรื่องเสนอต่อ "รมว.ยุติธรรม" หลังจากพิจารณาเสร็จแล้ว "รมว.ยุติธรรม" จะนำเรื่องเสนอ "รองนายกรัฐมนตรี" ที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม ก่อนเข้าสู่กระบวนการเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
และหลักปฏิบัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมติออกมาอย่างไร "คณะรัฐมนตรี" ก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะถือว่าเป็นคณะผู้ให้ความเห็นในขั้นตอนสุดท้าย
แต่ครั้งนี้ "สารวัตรเหลิม" ชี้แจงว่า มีการทำในรูปของ "คณะกรรมการของกระทรวงยุติธรรมชุดเดียวกับที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม"
ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มี 23 คน มี "ปลัดกระทรวงยุติธรรม" เป็นประธาน และหนึ่งในกรรมการก็มี "อธิบดีกรมราชทัณฑ์" นั่งอยู่ด้วย
ส่วนข่าวการแก้ไขหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้เข้าข่ายจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ และประเด็นการตัดบัญชีลักษณะความผิดท้าย พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และทุจริตคอรัปชั่นออกไป ถามว่า "คณะกรรมการชุดนี้" เป็นผู้คิดเอง หรือมีผู้ใหญ่ "ส่งซิก" มา
เรื่องนี้ให้ไป "จับเข่าคุย" กับเจ้าหน้าที่กันเอาเอง!
และระหว่างเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง พร้อมผู้บริหารระดับสูงหลายคนยกทีมร่วมกันไปจัดกิจกรรมบวชถวายเป็นพระราชกุศล พูดง่ายๆ คือ ยกทีมลาสิกขาบทพอดิบพอดี
ส่วนประเด็นข้อกังขาเรื่องที่ "ร.ต.อ.เฉลิม" ระบุว่า กรณีคดีซื้อที่ดินรัชดาฯของ "พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภรรยา ไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นการทำผิดกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)"
ประโยคนี้สำหรับ "คนอ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น" คงเข้าใจง่าย แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปอาจสับสน
ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า องค์กร "ป.ป.ช." ดำเนินการเรื่องทุจริตเพียงอย่างเดียว!
ดังนั้น "โทษทุจริต" ไม่ถือเป็นความผิด "ลหุโทษ" แม้ว่าจะมีโทษจำคุกเพียง 2 ปี ก็ตาม
และการที่มี "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" เพื่อดำเนินคดีกับ "นักการเมือง" ที่กระทำความผิดโดยตรง
ขนาดมี "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ก็ยังมีนักการเมืองบางคนมีพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง
ดังนั้นต้องรอดูว่า ท้ายที่สุดแล้ว "พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ" จะสะดุดหยุดลงที่ "กฤษฎีกา" หรือเดินหน้าต่อ
แต่เชื่อว่าเรื่องนี้คงเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียงกันอีกนาน
ที่สำคัญเรื่องนี้จะช่วย "นายใหญ่" หรือตั้งใจ "เรียกแขก" ให้สังคมหันมาสนใจกันแน่!



