คอลัมนิสต์

แรงงานกับการว่างงาน

แรงงานกับการว่างงาน

04 พ.ค. 2552

วันแรงงานปีนี้ สหรัฐมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 ล้านคน จากตัวเลขสถิติตลอดปี 2551 พบว่าเมื่อปีที่แล้ว มีตำแหน่งงานหายไป 2.6 ล้านตำแหน่ง เฉพาะในเดือนธันวาคม 2551 เอง ก็มีตำแหน่งงานหายไปถึง 5.24 แสนตำแหน่ง เดือนมกราคม มีการตัดตำแหน่งงาน

 ทุกสายการผลิต กว่า 5.98 แสนตำแหน่ง และเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ก็มีคนว่างงานเพิ่มขึ้นอีก 1.7 แสนคน เมื่อนับถึงวันนี้ยอดคนว่างงานในสหรัฐ จะสูงกว่า 11.6 ล้านคน อันนับเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบ 60 ปี หรือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้นมา

 แรงงานที่ถูกปลดมากที่สุดและเป็นลำดับแรกที่สุด ได้แก่ภาคอุตสาหกรรม คือประมาณ 2.07 แสนตำแหน่ง รองลงไปคือภาคการก่อสร้าง 1.11 แสนตำแหน่ง ช่างฝีมือและงานบริการทางธุรกิจ 1.21 แสนตำแหน่ง กิจการค้าปลีก 4.5 หมื่นตำแหน่ง งานนอกเวลาและงานพิเศษตามบ้าน 2.8 หมื่นตำแหน่ง

 วิกฤติเศรษฐกิจที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจถดถอยและชะงักงัน ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นับเป็นภาระอันหนักหน่วงของ ประธานาธิบดีโอบามา และทีมเศรษฐกิจที่จะต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อกอบกู้สภาวการณ์อันเลวร้ายให้กระเตื้องขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว

 ในส่วนของประเทศไทยนั้น ตามตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือนธันวาคม 2551 มีผู้ว่างงาน จำนวน 5.4 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 1.4 เดือนมกราคม จำนวนผู้ว่างงาน เพิ่มเป็น 8.88 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 2.4  โดยภาคใต้มีอัตราการว่างงานสูงสุด รองลงไปคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ ที่น่าสนใจคือผู้ว่างงาน จำนวน 1.62 แสนคน เป็นแรงงานใหม่ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อน และมีคนว่างงานในภาคเกษตร สูงถึง 2.43 แสนคน ภาคการผลิต 1.33 แสนคน และภาคบริการ 1.1 แสนคน

 ตัวเลขคนว่างงานในภาคเกษตร เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ไม่เพียงแค่เพราะการที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่แรงงานในภาคเกษตรกลับตกงานเท่านั้น หากเป็นการส่งสัญญาณอันตรายต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของบ้านเมือง เพราะการที่ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์ต่างๆ แม้กระทั่งวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 10 ปีก่อนมาได้ ก็เพราะเรามีภาคเกษตรที่เข้มแข็ง สามารถเลี้ยงดูคนในชาติและส่งไปขายต่างประเทศได้ หากมีการลดแรงงานย่อมส่งผลถึงกำลังการผลิตที่ลดลงตามไปด้วย และตามมาด้วยราคาพืชผลและอาหารการกินที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

 ผมมีความคิดเล่นๆ ว่า เวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่รัฐบาลควรจะทุ่มเทกำลังคนและกำลังทุนเข้าไปในชนบท เพื่อสร้างโครงการเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ตั้งแต่เขื่อนกั้นน้ำ คลองส่งน้ำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ และตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในหลายประการ ประการแรกคือเพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่ในชนบทซึ่งเป็นแหล่งทรัพย์ในดินอันมีค่าของไทย ประการที่สองคือการนำลูกหลานของชาวชนบทซึ่งจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่ตามโรงงานและกำลังตกงานกลับไปเป็นกำลังในการพัฒนาบ้านเกิด ประการที่สามคือการสืบสานวิถีชีวิตแบบเดิมที่ห่างหายไปกับวัฒนธรรมเมืองให้กลับคืนมาอีกครั้ง ประการที่สี่คือการสร้างชนบทให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นพื้นฐานที่มั่นคงของประเทศชาติ

 ที่จริงยังมีนัยที่คิดไว้ในใจอีกหลายประการครับ แต่เท่าที่บอกมาคร่าวๆ นี้ก็น่าจะพอนำไปต่อยอดได้เยอะแล้ว