คอลัมนิสต์

เตรียมรับมือวิกฤติอาหาร

เตรียมรับมือวิกฤติอาหาร

17 พ.ย. 2554

เตรียมรับมือวิกฤติอาหาร : กระดานความคิด โดย ดร.สมบัติ ชิณะวงศ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

          ภาวะวิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่เพียงเกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศไทย แต่ประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียต่างก็กำลังประสบภัยพิบัติรุนแรงนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน หรืออินเดีย ความเสียหายเกิดขึ้นกับทั้งประชาชนและพื้นที่เพาะปลูกตลอดจนฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษยชาติ
   
          แนวโน้มการขาดแคลนอาหารในอนาคตอันใกล้จึงชัดเจนขึ้น กระทั่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(UNFAO) ถึงกับออกโรงเตือนว่าพื้นที่บางส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสี่ยงขาดแคลนอาหารอย่างหนัก หลังเหตุน้ำท่วมใหญ่ทำลายพื้นที่เพาะปลูกในไทย เวียดนาม และกัมพูชาไปเป็นจำนวนมาก ทั้งยังโชว์ตัวเลขพื้นที่ปลูกข้าวของไทยเสียหายไป 12.5% กัมพูชาเสียหายไป 12% ในลาว 7.5% ในฟิลิปปินส์ 6% และในเวียดนาม 0.4% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งปลูกพืชเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่ส่งออกไปป้อนตลาดทั่วโลก
   
          สำหรับข้อมูลความเสียหายของประเทศไทย จากศูนย์ข้อมูลเพื่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ 7 พฤศจิกายน 2554 ระบุว่ามีคนเสียชีวิต 506 ราย สูญหาย 2 ราย มีพื้นที่ประสบอุทกภัยทั้งหมด 25 จังหวัด 147 อำเภอ
   
          ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุดว่า มีพื้นที่ทางการเกษตรถูกน้ำท่วมทั้งสิ้นประมาณ 15 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 13 ล้านไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่และอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 8 หมื่นล้านบาท 
   
          นี่ยังไม่นับพื้นที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์อีกจำนวนมากเช่น ฟาร์มไก่ไข่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีแม่ไก่ไข่เสียหายมากกว่า 2 ล้านตัว ฟาร์มไก่ไข่ใน จ.อ่างทอง และ จ.นครปฐม อีกบางส่วน ตลอดจนฟาร์มสุกรที่ต้องเสียหายมากกว่า 3 แสนตัว ขณะเดียวกันก็มีสุกรที่ต้องเร่งชำแหละก่อนถึงระยะน้ำหนักที่เหมาะสมเพื่อหนีน้ำ
   
          แม้จะมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความขาดแคลนอาหารดังกล่าว แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนโลก จึงพอจะมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถสร้างผลผลิตได้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ บรรดาผู้ผลิตอาหารของบ้านเราย่อมต้องซัพพลายให้ประชากรในประเทศก่อน แต่เรื่องการส่งออกนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
   
          การเตรียมพร้อมรับมือในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหาร ประเทศไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลกและเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุด คงจะต้องยืนหยัดรักษาแชมป์ให้ได้ โดยต้องเร่งและเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตอาหารให้เพียงพอ มาตรการที่เราต้องดำเนินการทันทีคือ เริ่มทยอยผลิตอาหาร ไม่ว่าจะเป็นพืช ผัก ผลไม้ สัตว์เลี้ยง และประมง ฯลฯ ในพื้นที่ที่ผ่านวิกฤติอุทกภัยแล้ว เช่น พื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ภาคใต้ และอีสาน เป็นต้น
   
          การรณรงค์ส่งเสริมด้านวิชาการเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตต่อพื้นที่ให้สูงขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น เทคโนโลยีที่เหมาะสมและได้พิสูจน์แล้วว่าดี ต้องเร่งนำออกมาใช้อย่างจริงจัง เช่น ในปัจจุบันประเทศจีนปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตสูงมากกว่า 2 ตันต่อไร่ โดยใช้พันธุ์ที่ดี การจัดการธาตุอาหารที่เพียงพอเหมาะสม รวมทั้งปัจจัยการผลิตอื่นๆ เทคโนโลยีเช่นนี้จะยังคงให้ประเทศไทยเป็นแชมป์ครัวของโลกตลอดไป แม้จะประสบผลกระทบจากมหาอุทกภัย
   
          รัฐบาลต้องเริ่มดำเนินการทันทีและทยอยไล่ตามน้ำลงมาเรื่อยๆ เช่น ขณะนี้น้ำที่ จ.พิษณุโลกเริ่มสู่ภาวะปกติแล้ว และจะตามลงมายัง จ.พิจิตร นครสวรรค์ และพระนครศรีอยุธยา ตามลำดับในที่สุด ว่าแต่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเตรียมความพร้อมด้านเมล็ดพันธุ์พืช มีพันธุ์สัตว์ พันธุ์ปลา ไว้เพียงพอหรือยัง หากมีไม่เพียงพออาจจะขอความร่วมมือจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อขอความช่วยเหลือในด้านพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในสต็อก ก็ควรต้องรีบดำเนินการเช่นกัน
   
          สิ่งที่ขับเคลื่อนต่อมาหลังน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ก็คือกลไกตลาดว่าด้วยเรื่องของอุปสงค์อุปทาน หมายความว่า ราคาอาหารของโลกจะขยับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ คำเตือนเรื่องวิกฤติอาหารของ UNFAO จึงไม่เพียงเตือนคนในแถบเอเชียเท่านั้น แต่เหมือนกำลังเตือนไปยังประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารด้วยว่า ต้องเตรียมงบประมาณที่สูงขึ้นในการขอซื้ออาหารสำหรับป้อนประชากรของตน ... นั่นหมายความว่า การแข่งขันด้านราคาเพื่อให้ได้อาหารตามออเดอร์ที่ต้องการของทุกประเทศกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว และ “โอกาส” ก็จะเป็นของผู้ที่มีความพร้อม
   
          ส่วน “ประเทศไทย” จะเตรียมความพร้อมได้ทันหรือไม่...ต้องติดตาม !