
ทวง'สิทธิ'ฟ้อง'รัฐ'บริหารน้ำผิดพลาด
ฟ้อง'รัฐ'บริหารน้ำผิดพลาดทวง'สิทธิ'มากกว่ายอมจำนน : ขยายปมร้อน โดยอรรถภูมิ อองกุลนะ
ถึงจะถูกพรรคเพื่อไทย “วาง” ให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ความเคลื่อนไหวเตรียมฟ้องร้องรัฐบาลฐานบริหารจัดการปัญหาน้ำผิดพลาดของ "คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม" ที่มี "ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ" อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภาทนายความ เป็นหัวหอก ไม่ใช่ประเด็นการเมืองจำพวกด่ามา โต้ไป และวนเวียนในความขัดแย้งเหมือนในช่วง 4-5 ปี
เพราะอย่างน้อยๆ การฟ้องร้องดังกล่าวจะถูกใช้เป็นบรรทัดฐาน และเป็นอีกช่องทางสำหรับภาคประชาชนในการเรียกร้อง “สิทธิ” และ “ค่าเสียหาย” จากรัฐ มากไปกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และรับมาตรการเยียวยาตามแผนยุทธศาสตร์การฟื้นฟู ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ทั้งมวลที่ได้จะผูกติดและเป็นมาตรฐานกับทุกรัฐบาลไม่ว่าพรรคไหนได้เป็นรัฐบาล
จากผลกระทบกับวิกฤติน้ำท่วมขณะนี้ "คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม" ได้ตั้งประเด็นฟ้องร้องรัฐไว้ 5 กรณี
1.กรณีความเสียหายทางปกครอง 2.กรณีประมาทเลินเล่อ 3.กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ 4.กรณีความเสียโอกาส อาทิ ทำให้ผู้มีรายได้แต่ต้องเสียโอกาสทางรายได้และ 5.กรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
โดยสามารถฟ้องร้องได้ 3 ช่องทาง นั่นคือ ฟ้องศาลปกครอง ฟ้องศาลแพ่ง และฟ้องศาลอาญา
นับจากนี้ทีมงานจะลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลที่ชัดเจนในแต่ละชุมชน อาทิ สำเนาทะเบียนบ้าน ภาพถ่าย พยานบุคคล เพื่อเตรียมไว้สำหรับการฟ้องร้อง ซึ่งจะใช้เวลารวบรวมข้อมูลประมาณ 2 เดือน ก่อนจะสรุปอีกครั้งว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐในกรณีใดได้บ้าง
"ณรงค์" เล่าว่า ยังไม่ได้สรุปว่าจะฟ้องใคร อาจจะเป็น ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือกรุงเทพมหานคร ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่กำลังรวบรวมอยู่
"ผมไม่สนใจว่าใครจะมองมีเป้าหมายทางการเมือง หากถามว่าทำไมตอนเหตุน้ำท่วมเมื่อปี 2553 ถึงไม่มีการฟ้องรัฐบาลประชาธิปัตย์ ผมก็ตอบได้แค่ว่า เพราะครั้งนั้นยังไม่มีการรวมตัวของชาวบ้านเช่นนี้ คล้ายๆ กับช่วงสึนามิที่มาเร็ว-จบเร็ว แต่ครั้งนี้ระยะเวลามันนาน เขารวมกันติดและเดินมาหาผม ผมเป็นนักวิชาการก็ต้องแนะนำว่าควรจะทำอย่างไร ไม่รู้กฎหมายก็ต้องประสานทีมกฎหมายจากสภาทนายความนั่นคือที่มา”
อาจารย์จุฬาฯ ยังบอกอีกว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ภัยธรรมชาตินั้นส่วนหนึ่งซึ่งเราเข้าใจได้ และการจัดการสถานการณ์ของรัฐ ซึ่งเมื่อมีปัญหาก็มีช่องทางให้ฟ้องร้องได้
ทั้งนี้ ข้อกฎหมายที่น่าจะเข้าเกณฑ์ในขณะนี้มีในส่วนของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง-วรรคสาม ที่มีหลักครอบคลุมถึงกรณีคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำอื่นใดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่รัฐละเลยต่อการทำหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
คดีพิพาทที่เกี่ยวกับการละเมิดหรือความรับผิดชอบอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางกฎหมายจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
หรือในส่วนหมวดที่ 3 ตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา 59 ที่ระบุถึงสิทธิการได้รับข้อมูล คำชี้แจง เหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการใดที่อาจมีผลต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพภาพชีวิต สุขอนามัย
ไม่รับถึงส่วนปลีกย่อยที่ขึ้นอยู่กับการตีความ อาทิ การโยงเพื่อให้เข้าข่ายมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 420 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ระบุถึงการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นให้เสียหายทั้งทางร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สิน
ส่วนในช่องทางองค์กรอิสระอย่าง "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" นั้น "นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ" กรรมการสิทธิฯ บอกว่า ขณะนี้มีประชาชนมายื่นเรื่องกับกรรมการสิทธิฯ เพื่อดำเนินการสอบสวนจำนวนหนึ่ง โดยทั้งหมดเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม และได้รับผลกระทบจากน้ำเสียและสารเคมีซึ่งเข้าข่ายถูกละเมิดสิทธิ์ “ขณะนี้เราตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนหาความจริง จากนั้นจึงนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้หรือไม่ นี่คือส่วนของชุมชนที่เขาได้รับผลกระทบ แต่สำหรับกรณีบุคคลทั่วไปขณะนี้ยังไม่มี ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าขณะนี้อาจจะยังมีปัญหาในการรวบรวมข้อมูลอยู่ จึงต้องรอให้ผ่านสถานการณ์ช่วงนี้ไปก่อน และหากมีการฟ้องร้องเข้ามากรรมการสิทธิฯ ถึงจะพิจารณา”
ซึ่งหลังน้ำลดลงพร้อมๆ กับกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าจึงจะเห็นข้อสรุปต่อประเด็นดังกล่าวว่าจะลงเอยอย่างไรแน่นอนว่าในมุมของประชาชนธรรมดาที่ต้องลุ้นกับการบริหารของรัฐแบบไม่เคยหายใจทั่วท้อง การเลือกที่จะ “ไม่ยอมจำนน” และลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตัวเองนั่นคือความสำเร็จ
พอๆ กับที่ประชาชนอาจถูกมองเป็นเพียงหมากหนึ่งในกระดานการเมือง แบบที่ใครต่อใครมักนิยาม?



