นายรักเหมือนเสือกอด
นายรักเหมือนเสือกอด : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
ภาพลักษณ์ของคนเป็นนายอาจดูเหมือนว่ามีคนปรารถนาที่จะดูแลปรนนิบัติรับใช้อยากอยู่ใกล้ชิด หากแต่ยังมีกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมิได้ปรารถนาที่จะอยู่ใกล้คนเป็น “นาย” มากนัก ในอดีตชาวบ้านมักใช้เป็นคำเรียก “นาย” กับกลุ่มผู้ปกครองรวมถึงตำรวจ ทำให้คำว่า นาย สะท้อนความสัมพันธ์ที่มีรูปแบบการแสดงฐานะแบบลำดับชั้นที่มีความเหนือกว่า-ต่ำกว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเสมอภาคหรือเท่าเทียม ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ก่อเกิดของความรู้สึก “เกลียดนาย” อันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นที่มีความเข้มข้นมากเกินไป จนทำให้นายดูเหมือนจะมีอภิสิทธิ์ มีอำนาจที่ใครก็มิอาจจะแตะต้อง และเข้าถึงได้ อีกทั้งยังมีการใช้อำนาจที่ไม่คำนึงถึงความเป็นธรรม การกดขี่ ข่มเหง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ห่างไกลอย่างเช่นจังหวัดชายแดน พยายามจะตอบโต้ต่ออำนาจของผู้เป็นนายด้วยรูปแบบต่างๆ
ในอดีตที่ผ่านมา (จนถึงปัจจุบันก็ยังคงสภาพเช่นนี้อยู่ เพียงแต่ลดความเข้มข้นลง) คนที่ถูกส่งให้ไปทำหน้าที่นายยังจังหวัดหรือพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงหรือเมืองชายแดนนั้น มักเป็นบุคคลที่ประสิทธิภาพต่ำกว่าบุคคลที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นนายที่ทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง วัฒนธรรมการบริหารงานเช่นนี้ทำให้เกิดการติดป้ายตีตราและเหมารวมว่า คนที่มาเป็นนายในพื้นที่ห่างไกลนั้น มีคุณภาพด้อยกว่านายในเมืองหลวง “เขาก็ไม่ได้อยากมาหรอก โดนเตะมา แล้วเขาจะสนใจทำอะไร รอวิ่งย้ายอย่างเดียว” ตำรวจในพื้นที่ระบายความรู้สึกที่มีต่อผู้ที่ย้ายมาเป็นนาย ซึ่งไม่แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา เมื่อนายไม่ได้มีเจตนาที่จะโยกย้ายมาปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
มิได้สนใจที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน หรือแม้กระทั่งบำบัดทุกข์บำรุงสุขของตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญนี้ เนื่องมาจากหัวจิตหัวใจของนายมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้าเจริญเติบโตอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น ย่อมทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในลำดับรองลงไปละเลยและไม่ใส่ใจในการทำงานด้วยเช่นกัน นั่นย่อมหมายถึงการละเลยที่จะปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ด้วย ถึงแม้ว่าพื้นที่ที่ตนเองบังคับบัญชาการอยู่นั้นจะมีสถิติคดีประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายสูงติดอันดับของประเทศก็ตาม ก็มิได้ทำให้ผู้เป็นนายพยายามที่จะคิดหาวิธีการแก้ไขป้องกันอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร
“ไม่อยากเป็นหมานาย” ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งตอบคำถามถึงสาเหตุที่ไม่ยินยอมพร้อมใจที่ทำงานร่วมกับตำรวจในกิจกรรมการป้องกันอาชญากรรมในจังหวัดแห่งหนึ่ง ที่มี สถิติคดีอาชญากรรมสูงมาก คำว่านายในที่นี้มิได้หมายถึงนายตำรวจระดับสูงเท่านั้น แต่หมายถึงตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ด้วย (ในความเป็นจริงแล้วนายมีความหมายถึงข้าราชการอื่นด้วย แต่ในที่นี้หมายถึงเฉพาะกลุ่มตำรวจ) แต่ตำรวจผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติตนอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับความใส่ใจและการปฏิบัติตัวของผู้เป็นนายด้วย หากนายยังทำตัวเป็นเพียงพระเอกจอแก้ว หรือขุนนางที่เพียบพร้อมไปด้วยบริวารแวดล้อม แต่มิได้ให้ความสำคัญต่อการเข้าถึงเข้าใจและพัฒนาปัญหาความทุกข์ของประชาชนในพื้นที่ หรือมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะเพียงผู้ประกอบการ นักธุรกิจและนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่เท่านั้น
ภาวะ “เกลียดนาย” หรือ “ไม่อยากเป็นหมานาย” หรือคำเตือนที่บอกต่อๆ กันอันเกิดขึ้นจากการที่ชาวบ้านไม่ไว้วางใจข้าราชการจนเกิดอคติต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและสั่งสอนลูกหลานว่า “นายรักเหมือนเสือกอด หนีรอดเหมือนเสือหา” ซึ่งมีความหมายว่า อยู่ใกล้ผู้มีอำนาจให้ระมัดระวัง เกิดพลาดพลั้งทำผิดจะเป็นอันตราย แม้หนีไปได้ก็จะอยู่อย่างไม่มีความสุข ก็จะยังคงอยู่และเป็นการยากที่ตำรวจจะได้รับความร่วมมือจากประชาชน
ดังนั้นหากสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถทำให้ผู้เป็นนายในระดับบัญชาการและระดับบังคับการทำตัวเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมของการเดินเข้าหาประชาชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในแนวราบย่อมทำให้นโยบายการสร้างการมีส่วนร่วมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เป็นเพียงนโยบายที่เขียนอยู่บนแผ่นกระดาษเท่านั้น โปรดเชื่อเถอะว่า ผู้กำกับหรือสารวัตรก็มีพลังอำนาจเพียงระดับหนึ่งและพวกเขาก็ต้องการนายที่เหมาะสมกับการเป็นต้นแบบของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยเช่นกัน!



