คอลัมนิสต์

น้องเครียดพี่ยิ่งเครียดกว่า

น้องเครียดพี่ยิ่งเครียดกว่า

15 พ.ย. 2554

น้องเครียดพี่ยิ่งเครียดกว่า : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

         ในภาวะน้ำท่วมขังที่ทั้ง นายกฯ หญิงคนเก่ง ทั้งศปภ. และ กทม.ยังเค้นเอาปัญญามาไล่ลงทะเลแบบพรวดๆ ไม่ได้ นอกจากชาวบ้านที่ต้องกินต้องนอนอยู่กับน้ำ เครียดจนเสี่ยงฆ่าตัวตายแล้ว คนไกลบ้านอย่าง ทักษิณ ก็ไม่น่าจะอยู่ในสภาพที่ต่างกันนัก
   
         น้ำที่ไหลบ่าลงมาได้พรากเอาทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งคนที่รักของชาวบ้านไป ส่วนทักษิณ ก็ถูก "น้ำ" พรากเอาความฝันไปด้วยเช่นกัน
   
         นั่นคือที่มาของความเครียดที่เกิดขึ้น
   
         เครียดที่ 1 เป็นเพราะว่า ได้ทุ่มเททั้งความคิด ทั้งทรัพย์สิน แผนการต่างๆ จนได้ชัยชนะจากการเลือกตั้ง ได้น้องสาวเป็นนายกฯ ได้อะไรต่อมิอะไร แต่ความหวังที่คาดเอาไว้สูงลิบและยังไม่เห็นผล "น้ำ" ก็มากวาดเอาไปเสียสิ้น
   
         เครียดที่ 2 ขนาดสถานการณ์อย่างนี้ท่าที "ซ้าย" ในเพื่อไทย กลับไม่ได้เป็นไปอย่างใจที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ ที่ว่า "คุมได้" แต่พอมาวันนี้ ที่ให้นอมินีบริหาร "ซ้าย" เหล่านั้นก็เริ่มแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมา "ใช้" ตัวทักษิณ เป็นดาราเรียกมวลชน
   
         เครียดที่ 3 ในพรรคเพื่อไทยเองก็เริ่มแสดงให้เห็นความเป็นกลุ่มเป็นก้อนชัดเจนขึ้น เห็นความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่ม ส.ส.กับกลุ่มรัฐมนตรี แล้วยังมีกลุ่ม นปช. ที่อ้างถึงมวลชนคนเสื้อแดงอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับเอามวลชนเสื้อแดงไปต่อรองอีกทอดหนึ่ง
   
         ทักษิณ เองก็รู้ดีว่า หากไม่มีมวลชนคนเสื้อแดงแล้ว เขาไม่มีวันเดินไปถึงจุดหมายปลายทางเป็นแน่ แต่ปัญหาคือ บรรดาคนใกล้ชิดเขา ไม่ว่าจะเป็นน้องสาว หรืออดีตภรรยาตามกฎหมาย จะเข้าใจอย่างนี้ด้วยหรือไม่ แล้วถ้าไม่ ก็แน่นอนว่า บรรดารัฐมนตรีสายนี้ก็ย่อมเดินไปในแนวทางเดียวกัน ความเป็น "ฝ่าย" ก็จะลากยาวไปยันข้าราชการ ที่แม้จะอาศัยจังหวะน้ำทะลักย้ายข้าราชการจนตอนนี้หลายคนตัวสั่นไปหมดแล้ว แทนที่จะได้ความเป็นเอกภาพก็กลับได้ความกลัว และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแทน ซึ่งแน่นอนมันผิดจากแผนที่ ทักษิณ คาดเอาไว้
   
         เครียดที่ 4 เพราะคงจะรู้สึกว่า โชคชะตาช่างเล่นกลได้อย่างเจ็บแสบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้วางเอาไว้อย่างดี เพื่อดึงมวลชนให้สนับสนุนมากที่สุด โดยเฉพาะ การใช้ประชานิยมในรูปแบบต่างๆ ปูพรมลงในทุกชนชั้น ก็หวังจะเก็บเกี่ยวดอกผลที่เล็งเอาไว้แล้วว่าตอบรับทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรก หรือจำนำข้าว
   
         ถึงเวลาที่กระแสมวลชนถูกปลุกขึ้นความนิยมพุ่งขีดสุด เรื่องจะกลับบ้าน หรือหากจะมีอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรม ก็ไม่ใช่เรื่องที่มวลชนคนส่วนใหญ่จะปฏิเสธ
   
         แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นที่หวัง "น้ำ" ทะลักเข้ากวาดความฝันไปเสียสิ้น กวาดแม้กระทั่งความน่าเชื่อถือของ น้องสาว ที่นับวันดูจะเป็น "ความสิ้นหวัง" ของคนในประเทศขึ้นทุกขณะ
   
         เพราะสิ่งที่นายกฯ หญิง พยายามจะบอกกับประชาชนกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่อาจไปคาดหวังอะไรกับคำพูดตรงนั้นได้
   
         บางครั้งคำพูดของนายกฯ ก็ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือ ส.ส.ในพรรคที่ไม่รู้กาลเทศะเสียด้วยซ้ำไป
   
         ขณะที่ ทักษิณ เองก็พยายามเข้าวัดเข้าวาทำบุญกฐินที่อินเดียก็ไปร่วมงานกับเขา เจอคนไทยก็ทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พองานเลิก ผู้คนที่เดินทางไปต่างก็ร่ำลากลับถิ่นฐาน
   
         แต่คนไกลบ้านนานหลายปีอย่างทักษิณ ทำได้แค่โบกมือลา เพราะว่ายังกลับบ้านไม่ได้
   
         เรื่องอย่างนี้ไม่โดนเข้ากับตัวไม่มีใครเข้าถึงความรู้สึก ทักษิณ เป็นอันขาด แต่ครั้นเมื่อหันกลับมาดูประเทศไทยที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำค้างทุ่งอยู่ตั้งแต่ชัยนาท อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ยัน กทม. ก็ยิ่งสะทกสะท้อน
   
         คนค่อนประเทศกำลังถูกกระแส "ฟ้องแหลก" ให้ลุกฮือขึ้นเป็นแน่ เพราะประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมกำลังพูดกำลังคุย กำลังปรึกษาหาช่องทางว่าถ้าฟ้อง จะฟ้องใครบ้าง เรียกค่าเสียหายเท่าไหร่
   
         นี่ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า "ความฝัน" หลุดลอยไปแล้ว !
   
         เครียดที่ 5 นี่ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเป็นน้องสาวตัวเอง ที่ดูอาการแล้ว ยังหาช่องทางพลิกฟื้นสถานการณ์ไม่ได้เลย ถึงแม้ใครต่อใครจะรู้ว่า นี่คือ "โคลนนิ่ง" ของทักษิณ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ ตื่นแต่เช้า ไปทำกับข้าว แจกข้าวแจกของ แต่ก็นับวันดูจะกลายเป็นตัวตลก ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน เพราะเมื่อ "ขาลง" แล้วทำอะไรก็ดูจะผิดจะเพี้ยนไปหมด
   
         ขนาดพูดผิด ยังถูกเอาไปขยายผลจนกลายเป็นแผล !
   
         ความน่าเชื่อถือค่อยๆ หดหายไปกับการให้ "ความหวัง" ที่คนฟังเรียกว่า "คำมั่นสัญญา" นั้นถูกน้ำทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า
   
         ซ้ำร้ายยังมีเรื่องหัวคิว ล็อกสเปกถุงยังชีพมาให้ปวดใจกับการมองเห็นวันข้างหน้าอีก
   
         ส่วนคู่ปรับอย่างพรรคประชาธิปัตย์นั้น ดูเหมือนจะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษที่ยังไม่อยากให้ ยิ่งลักษณ์ ชิงลาออกจากตำแหน่ง แต่ถ้ามองในอีกแง่นี่คือการหมอบเฝ้าอย่างอดทนเพื่อให้เหยื่อตายใจ
   
         สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งนานเท่าไหร่ก็ยิ่งเละเท่านั้น
   
         สถานการณ์เช่นนี้ คงหนีไม่พ้นการขอใช้บริการของคนเสื้อแดงที่เตรียมนัดชุมนุมใหญ่ ถ้าไม่ 7 ธันวาคม ตามที่ได้ดูฤกษ์ยาม ก็จะเป็น 10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญที่แกนนำเสื้อแดงหมายเอาไว้
   
         ที่เป็นช่วงนี้ก็ไม่ใช่อะไร หนึ่ง...เพื่อรักษามวลชน อีกหนึ่งเพื่อปกป้องรัฐบาล เพราะค่อนข้างชัดว่า คนเดือดร้อนจากน้ำท่วมเขานัดกันที่ โรงแรมอิมพีเรียลควีนสปาร์ค ถนนสุขุมวิท กทม. วันที่ 15 ธันวาคม
   
         คงไม่ต้องบอกว่า เขาไปทำอะไรกัน แต่ทั้ง ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ควรจับตาดูไว้ว่า นั่นคือ "ประกายไฟ" ที่จะจุดใส่รัฐบาล และความฝันที่วาดไว้ทั้งหมด